แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารเพื่อสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารเพื่อสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

คลีนฟู้ด อีกมิติของการกินเพื่อสุขภาพ


        ช่วงนี้กระแสนิยมของ “คนรักสุขภาพ” กำลังมาแรง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบ 25 นาที หรือแม้กระทั่งการกินอาหารแบบคลีนๆ (Clean Food) ที่หลายคนรู้จักและเรียกกันจนติดปาก
 
          อ.สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ และผู้จัดการโครงการโภชนาการสมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อธิบายว่า “คลีนฟู้ด” (Clean Food) เป็นคำเรียกที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนได้เกิดความตระหนักว่า “การ กินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ มีความปลอดภัย ไม่มีสารปนเปื้อน และกินอย่างเพียงพอ ครบ 5 หมู่ ควบคู่กับการออกกำลังกาย คือ การนำมาซึ่งสุขภาพที่ดี เพราะการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงอาหารการกินนั้นไม่เป็น ผล”

          “อย่างที่บอกย้ำเสมอว่า การกินอาหารควบคู่กับการออกกำลังกาย บวกกับการควบคุมอารมณ์ ไม่หมกมุ่น ไม่เกิดความกังวล หาทางสลัดความเครียดออกจากตัวเองให้เร็ว เลี่ยงเหล้าและบุหรี่ตามหลัก 3 อ 2 ส (อาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่) คือสิ่งที่ทุกคนที่รักสุขภาพจะต้องยึดเหนี่ยว”
  
          สำหรับคลีนฟู้ด อ.สง่าบอกว่า มีความหมายอยู่ 2 นัยยะ คือ “อาหารที่ไม่ปนเปื้อน” หมายถึง กินเข้าไปแล้ว มีประโยชน์และไม่เป็นพิษต่อร่างกาย ซึ่งการปนปื้อนก็มีอยู่ 3 ทางด้วยกัน คือ “ปนเปื้อนเชื้อโรค” มีเชื้อจุลินทรีย์เข้าไปปะปนในอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ไม่สุก อาหารที่ค้างคืน มีแมลงวันตอม ปรุงไม่สะอาด ก็นำมาซึ่งอาการท้องเดินได้ ต่อมา “ปนเปื้อนจากพยาธิ” เช่น การกินอาหารที่สุกๆ ดิบๆ การกินอาหารที่ไม่ระมัดระวังเรื่องความสะอาดก็มีการปนเปื้อนพยาธิได้ และสุดท้าย “ปนเปื้อนสารเคมี” เช่น กินผักที่ไม่ได้ล้างหรือล้างไม่สะอาด มียาฆ่าแมลงปะปนอยู่ อาหารที่ใส่สีแต่ไม่ใช่สีผสมอาหาร อาหารที่มีพิษ เช่น เห็ดพิษ น้ำมันทอดซ้ำ ถั่วลิสงที่มีอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) เป็นต้น

          “ส่วนนัยยะที่สอง คือ "อาหารที่ถูกหลักโภชนาการ" อาจารย์ จึงอยากจะยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า การตั้งคำถามว่าเราจะกินอาหารอย่างไรให้ครบ 5 หมู่ และต้องกินให้ได้สัดส่วน ปริมาณที่เพียงพอไม่มากน้อยจนเกินไป รวมถึงมีความหลากหลาย เลี่ยงอาหารหวานจัด เค็มจัด มันจัด สุดท้ายกินผักผลไม้ให้มาก ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงคือ การกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการในแบบที่ตรงกับคำว่าคลีนฟู้ด เพราะฉะนั้นคำว่าคลีนฟู้ดก็คือ คำว่า อาหารปลอดภัยไม่ปนเปื้อน อาหารถูกหลักโภชนาการนั่นเอง”

          ทำความเข้าใจเรื่อง “อาหารถูกหลักโภชนาการ”
          อาจารย์สง่าบอกเพิ่มเติมว่า คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจคำว่าอาหาร 5 หมู่ เพียงแค่พูดกันจนติดปาก ซึ่งหากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือการคำนึงถึงสิ่งที่เราจะกินในแต่ละมื้อ หมู่ที่ 1 เนื้อสัตว์ มีโปรตีน หมู่ที่ 2 ข้าว แป้ง คาร์โบไฮเดรต หมู่ที่ 3 เกลือแร่และแร่ธาตุ หมู่ที่ 4 ผักผลไม้ที่มีวิตามิน และหมู่ที่ 5 ไขมัน คนมักจะท่องแล้วก็จบไม่ได้สังเกตว่าเรากินแต่ละมื้อครบหรือเปล่า...

         “มีวิธีสังเกตง่ายนิดเดียว ยกตัวอย่างเช่น เรากินก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม แล้วก็กินส้มเขียวหวาน 1 ลูก  เราได้คาร์โบไฮเดรตจากเส้นก๋วยเตี๋ยว โปรตีนจากลูกชิ้นหรือหมูสับ วิตามินแร่ธาตุจากผัก เช่น ถั่วงอกหรือผักอื่นๆ และไขมันจากกระเทียมเจียว สุดท้ายก็กินผลไม้ แต่ในทางตรงกันข้าม เวลาที่เร่งรีบกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลวกน้ำร้อนก็ได้แค่คาร์โบไฮเดรต หรือกาแฟกับปาท๋องโก๋ ก็ได้แค่ 2 หมู่ แป้งกับน้ำมัน เพราะฉะนั้นการกินอาหารหลัก 5 หมู่ ต้องกินครบให้ได้ทุกมื้อ ส่วนมากเราจะขาดผลไม้ ซึ่งถ้าเราขาดผลไม้ในอาหารมื้อหลัก เราก็อาจจะทดแทนในช่วงอาหารว่างบ้างก็ได้”

       แล้วจะกินอาหารก่อนหรือหลังออกกำลังกาย?
         ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเพิ่มเติมว่า ตามหลักแล้วถ้าเราจะออกกำลังกาย เราจะต้องไม่กินอาหารมื้อหนัก ล่วงหน้าประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง แต่ถ้ากินอาหารมื้อหนักไปแล้ว ห่างมาสัก 2- 3 ชั่วโมง ก็สามารถออกกำลังกายเบาๆ ได้ ในทางตรงกันข้ามถ้าเราออกกำลังกายเสร็จแล้วเราไปกินมื้อหนักเป็นโอกาสที่เรา จะอ้วนสูงมาก เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายในช่วงเช้าคือช่วงเวลาทีดีที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ยังไม่ได้รับประทานอาหาร เมื่อเราไปออกกำลังกายใช้พลังงานจะทำให้การเผาผลาญดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าออกกำลังกายช่วงเย็นไม่ดี คือสรุปแล้วให้เดินทางสายกลาง ถ้าสะดวกช่วงเช้าก็ออกกำลังกายช่วงเช้าตลอด หรือถ้าสะดวกช่วงเย็นก็ออกกำลังกายช่วงเย็น
 
          “ถ้าออกกำลังกายแล้วรู้สึกเพลียๆ แล้วโหย สำคัญที่สุดคือ การดื่มน้ำเปล่าสะอาด ไม่ใช่น้ำอัดลมหรือน้ำหวาน เพราะอุตส่าห์เบิร์นออกแล้วยังไปเอาพลังงานส่วนเกินเข้าไปอีกจะน่าเสียดาย มาก หรือถ้าเป็นเครื่องดื่มจะดื่มนมพร่องมันเนยรสจืดหรือนมรสธรรมชาติก็ได้ แต่ถ้าจะเป็นอาหารที่หนักขึ้นมาหน่อยแนะนำเป็นผลไม้ที่ไม่หวาน แต่ไม่แนะนำอาหารมื้อหนัก เพราะหลังออกกำลังกายมากินอาหารแล้วเข้านอน การเผาผลาญจะลดลงนั่นเอง” ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการกล่าว

          ไม่ว่ากระแสการออก กำลังกายหรือการกินอาหารแบบคลีนๆ ที่แพร่หลายในขณะนี้จะเป็นเพียงเรื่องฮิตที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็เป็นเรื่องน่ายินดีว่า “คนไทย” หันมาใส่ใจสุขภาพและดูแลเรื่องอาหารการกินเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง


          เรื่องโดย : ภาวิณี เทพคำราม Team Content www.thaihealth.or.th
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

กินคลีน เทรนด์ใหม่คนรักสุขภาพ


       ในหมู่ของคนรักสุขภาพเดี๋ยวนี้ มักจะพูดถึงการกินคลีน อยู่เสมอ ซึ่งหลายๆ คนฟังแล้วอาจไม่เข้าใจว่าการกินคลีนนั้นคืออะไร แล้วดีอย่างไร และถ้าหากพูดถึงการมีสุขภาพดี แน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงแค่การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่กลับรวมถึงการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพด้วย 
 
         วันนี้เราเลยถือโอกาสแนะนำให้รู้จักกัน

         Eat Clean มี ที่มาจากการเลือกรับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง หรือผ่านกรรมวิธีการปรุงให้น้อยที่สุดอย่างผักสด ผลไม้สด เนื้อสัตว์ที่ผ่านการปรุงสุกแต่ไม่ปรุงแต่งรสชาติ ธัญพืช เป็นต้น โดยส่วนใหญ่การกินคลีนมักเป็นอาหารที่เราปรุงเอง เป็นเมนูง่ายๆ ที่บ้าน ซึ่งก็มีหลายๆ คนที่สงสัยในเรื่องของรสชาติ ว่าอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งจะอร่อยได้อย่างไร จริงๆ แล้วเราสามารถปรุงเมนูคลีนให้ได้รสชาติอร่อยจากการดึงเอารสชาติในแต่ละวัตถุ ดิบมารวมเข้าไว้ด้วยกันโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรุง

         อย่างการปรุง 1 เมนูคลีนๆ ให้อร่อยครบ 5 หมู่ เราอาจเลือกเนื้อไก่ต้มฉีกฝอยมาปรุงเข้ากับผักสดๆ เพิ่มรสชาติความอร่อยทั้งเปรี้ยวและหวานจากผลไม้ลงไปอย่างแอปเปิลเขียว มะม่วงสุก ราดด้วยน้ำมันมะกอกต่างน้ำสลัดซึ่งการปรุงนั้นไม่มกฎตายตัว สามารถครีเอทเมนูอร่อยในแบบฉบับของตัวเองได้ นับ่วาเป็นเรื่องสนุกที่จินตนาการถึงรสชาติความอร่อยที่ได้ปรุงขึ้น

         กินคลีนแล้วดีอย่างไร อาหารที่ผ่านขั้นตอนการปรุงไม่ว่าจะผัด ทอด ตุ๋น ต้ม อบทั้งหลาย ทำให้คุณค่าทางสารอาหารลดลง บางคร้งยังปรุงแต่งไปด้วยเครื่องปรุงต่างๆไม่ว่าจะเป็นผงชูรส เกลือ น้ำตาล พริกป่น รวมถึงสารตกค้างที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว การกินคลีนจึงเหมือนกับการได้ดีท็อกซ์ลำไส้ และมีประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ท้งยังส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย

         นอกจากการเลือกรับประทานแล้ว สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้มีสุขภาพดี ต้องอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปด้วย สุขภาพที่ดีก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

         
         ที่มา : หนังสือพิมพ์ M2F
         ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

กินชะลอวัย ไกลโรค ด้วยอาหารคลีน


         อาหารคลีน (Clean Food) เป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการและการปรุงแต่งน้อยที่สุด หรือไม่ปรุงแต่งเลยยิ่งดีเพราะจะได้มีสัมผัสจากธรรมชาติมากที่สุด

         หลักในการจัดอาหารคลีน มีดังนี้
         - ขัดสีให้น้อยที่สุด เช่น ข้าวก็ไม่เลือกที่ขัดจนเป็นข้าวสวยขาว ส่วนขนมปังก็ไม่เลือกแบบเนื้อนุ่มขาวจั๊วน่าอร่อย  หรือขนมแป้งขัดขาวก็ให้เลี่ยงอย่างโดนัท, คุกกี้และเบเกอรี่อื่นๆ
         - ปรุงแต่งเท่าที่จำเป็น เช่น เลี่ยงการใช้น้ำมันทอดหรือผัดจนท่วม แต่อาจเติมน้ำสลัดจากน้ำมันธรรมชาติได้  ไม่ปรุงน้ำตาล, น้ำปลา, เกลือหรือเติมรสจัดจนทำให้รสผิดไปจากธรรมชาติมากไป

         เทคนิคที่ผู้เชี่ยวชาญท่านแนะเอาไว้โดยละเอียด 7 ประการ มีดังนี้

       - อาหารเช้าขาดไม่ได้ (ภายใน 1 ชั่วโมงหลังลืมตาตื่น)
         - แบ่งมื้ออาหารรับประทานเป็นมื้อย่อย เช่น 4 หรือ 6 มื้อต่อวัน
         - เลือกบริโภคโปรตีนแบบ “ไม่ติดมัน” และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (เช่น ข้าวกล้อง, ขนมปังโฮลวีต) ทุกมื้อ
         - รับประทานไขมันดีทุกวัน เช่น น้ำมันปลา, ปลาทู, น้ำมันมะกอก, น้ำมันสุขภาพอื่นๆ
         - คุมส่วนของอาหาร (portion) ให้ดี ไม่ควรเลือกไซส์ใหญ่หรือรับประทานอเมริกันไซส์
         - รับประทานไฟเบอร์, วิตามิน, สารอาหารและเอ็นไซม์จากผักสดและผลไม้
         - สำคัญที่ดื่ม “น้ำเปล่า” ให้ได้วันละ 2-3 ลิตร

         ส่วนของกินที่ควร “เลี่ยง” นั้นมีในกลุ่มต่อไปนี้
         - แป้งขัดขาว อย่าง แป้งข้าวสาลี, ขนมปังขาว, ปาท่องโก๋, เค้ก, คุกกี้, เบเกอรี่และอาหารที่ทำจากแป้งหรือน้ำตาล น้ำหวาน รวมถึงน้ำตาลเทียม เครื่องดื่มหวานทุกชนิดควรเลี่ยง อย่าง กาแฟชงสำเร็จ, กาแฟทรีอินวัน, ชาเขียวรสหวาน, น้ำอัดลม, น้ำหวานหรือแม้แต่น้ำผลไม้
         - แอลกอฮอล์ทุกประเภท ไม่ว่าจะไวน์, เหล้า, เบียร์, ยาดอง,กระแช่, สาโท หรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ อย่างค็อกเทล
         - ไส้กรอก รวมถึงแฮม, เบค่อน, กุนเชียง, หมูสวรรค์, หมูแผ่น เพราะอาหารแปรรูปเหล่านี้ มักใส่ “ไนไตรต์” ซึ่งเป็นกลุ่มดินประสิวให้เนื้อแดงน่ากิน
         - ผงชูรสและซุปก้อน ควรเลี่ยงถ้าเป็นไปได้ ทางเลี่ยงง่ายๆ คือระวัง “น้ำซุป” ทั้งหลายเพราะมักใส่ผงชูรสและซุปปรุงรส เช่น ในก๋วยเตี๋ยวน้ำ, แกงจืด, ต้มยำ, อาหารจีนโดยเฉพาะที่รับประทานนอกบ้าน
         - อาหารสังเคราะห์ เช่น อาหารไมโครเวฟ, บะหมี่สำเร็จรูป, อาหารกระป๋องบางชนิด, ไอศกรีมปรุงแต่งรส, ครีมเทียมใส่กาแฟ, เนยเทียม, เยลลี่หลากสี หรือโพรเซสชีส
         - ของทอดของมัน เพราะไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ ซึ่งเป็น “ไขมันผู้ร้าย” จะมีอยู่มากในอาหารกลุ่มนี้ เช่น ไก่ทอดน้ำมันท่วม, เฟรนช์ฟราย, อาหารชุบแป้งและเกล็ดขนมปังทอด

         ทั้งหมดนี้คืออาหารที่ “ไม่คลีน” ในแง่ของการปรุงแต่งรส ผ่านกระบวนการขัดสีและเป็นอาหารหมักดอง ซึ่งถ้ารับประทานนานเข้าจะส่งผลให้ “อ้วน” และ “แก่เร็ว” จาก สารเคมีสังเคราะห์ทั้งหลาย  การรับประทานอาหารคลีนคือการรับประทานที่ใกล้ธรรมชาติที่สุด จะช่วยหยุดโรคอ้วนและสุขภาพเสื่อมแบบเร่งด่วนได้

       คลีนฟู้ดกับ 5 สูตรเนรมิตสุขภาพดี
         หากจะหาอาหารที่เข้าข่ายคลีนนั้น ไม่ยากอย่างที่คิด เพราะมีอยู่ในอาหารแบบไทยๆ เราเป็นส่วนใหญ่  ดังจะขอฝากตัวอย่างไว้ให้ชาวคนสู้โรค ได้ลองชิมกันดู ขอเน้นแบบที่ “ทำง่าย” และประหยัดเวลานะครับ เพื่อให้สะดวกกับหลายๆ ท่าน

         ข้าวแกงกะหรี่ไก่คลีน เพื่อให้ท่านสะดวกสุด ขอให้ใช้ “ก้อนแกงกะหรี่สำเร็จรูป” แบบของญี่ปุ่นใส่ลงไป ใส่ผักอย่าง มันฝรั่ง, หัวหอมใหญ่และแอปเปิ้ลหั่นลงไป ใช้อกไก่เป็นโปรตีนหลัก รับประทานกับข้าวกล้องร้อนๆ แสนอร่อย

         น้ำพริกทูน่าคลีน แทนที่จะใช้ปลาทูทอดที่ต้องมีน้ำมันท่วมก็ใช้ “ทูน่ากระป๋อง” แทน อนุโลมให้เป็นอาหารคลีนได้ ให้ตำน้ำพริกแบบทั่วไปแต่ “ไม่เค็มจัด” โขลกพริก, กระเทียม, หอมเติมไป ใส่เกลือไอโอดีนแทนน้ำปลาและกะปิ แล้วรับประทานกับผักลวก หรือนึ่ง

         สลัดไข่คลีน เหมือนสลัดไข่ทั่วไปเพราะไข่ถือเป็นอาหารคลีน จะเป็นไข่ต้ม, ไข่อบหรือไข่ปิ้งก็ได้ ใส่กับผักสดตามชอบ ที่แนะนำคือ บร็อคโคลีและมะเขือเทศ ส่วนน้ำสลัดขอให้เป็นน้ำใสหรือน้ำมันมะกอกแทนน้ำข้น รับรองว่าไขมันลดแต่อร่อยเพิ่ม

         สเต็กคลีน ใช้การอบแทนการทอด ใช้การย่างได้ โดยเลือกเนื้อไม่ติดมัน เช่น อกไก่คลีน สันในหมูคลีน พอร์คช็อปคลีน ปรุงรสได้โดยใช้พริกไทย, กระเทียมผงและใส่เกลือให้น้อย รับประทานกับผักย่างและข้าวกล้องเป็นไซด์ดิช แทนมันฝรั่งทอด เป็นสุดยอดอาหารสร้างกล้ามเนื้อ

         ไข่พะโล้คลีน สามารถดัดแปลงพะโล้ให้เป็นอาหาร คลีนแสนอร่อยแถมเก็บไว้กินนานได้ ด้วยวิธีง่าย ๆ คือใช้ผงพะโลสำเร็จได้  แต่ขอให้เลือกชนิดที่เป็น “เครื่องเทศล้วน” อย่ามีผงชูรส หรือน้ำตาลปนเข้ามา แล้วก็หาเนื้อหมูหรือไก่แบบไม่ติดมัน มาใส่เพิ่มในพะโล้ก็ได้  โดยเน้นว่า ไม่เติมเค็มเกินไปจากซีอิ๊ว

         ทั้งหมดนี้เป็นเพียงโหมโรงของอาหารคลีนบาง ส่วนเท่านั้น เพราะเชื่อว่าทุกท่านที่อ่านอยู่สามารถทำได้หลากหลายกว่าที่ผมแนะนำ  ยกตัวอย่างว่าอาจต่อยอดสเต็กคลีนเป็นหมูปิ้งคลีน, สเต็กปลาดอรี่คลีน หรือปลานึ่งซีอิ๊วคลีนก็ยังได้  หรือถ้าเบื่อสลัดเพราะเคี้ยวจนกรามยืด ก็เปลี่ยนเป็น “สุกี้คลีน” ใส่ผักรวมไม่ใส่วุ้นเส้นแล้วผัดใส่เต้าหู้ยี้น้อยๆ ปรุงรสด้วยเกลือทะเลแทน จะได้ไอโอดีนเพิ่ม เพียงเท่านี้ท่านก็จะได้อาหารคลีนแสนถูกปาก แถมสะดวกด้วยเพราะแม้ตามร้านอาหารตามสั่งก็ทำได้

         ท่านสามารถทำให้ทุกจานที่เคยรับประทาน “คลีน” ได้หมดโดยไม่ต้องอดอร่อย กินคลีนบ่อย ๆ อร่อยแถมได้สุขภาพดีด้วย

         ที่มา :  เว็บไซต์ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ (American Board of Anti-aging medicine) และขอขอบคุณข้อมูลจาก คนสู้โรค ไทยพีบีเอส

          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

พบแบคทีเรียในผักสด แนะล้างให้สะอาด


      พบแบคทีเรียในผักสด ใบเรี่ยดินเปื้อนเชื้อ แนะล้างสะอาด
 
          น.ส.พฤกษวรรณ เจตนจันทร์ นักเทคนิคการแพทย์ชำนาญการพิเศษ ฝ่ายจุลทรรศน์อิเล็กตรอน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นำ เสนอการตรวจวิเคราะห์แบคทีเรียที่ปนเปื้อนอยู่บนผักสด ด้วยเทคนิคจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ครั้งที่ 22 ว่า เนื่องจากผักหลายชนิดที่นิยมรับประทานสด เป็นพืชที่มีลักษณะลำต้นและใบเรี่ยติดผิวดิน หรือผิวน้ำ จึงมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ได้ง่าย อาจก่อโรคในระบบทางเดินอาหารได้ การวิเคราะห์จึงตรวจหาแบคทีเรีย ที่อยู่ตามส่วนต่างๆ ของผักสด 5 ชนิด คือ ผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักชี ผักกาดหอม และบัวบก จากพื้นที่ จ.นนทบุรี

          น.ส.พฤกษวรรณกล่าวต่อว่า การวิเคราะห์หาเชื้อแบคทีเรียบนผักสด ใช้เทคนิคจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดลำแสงส่องกราด ซึ่งเป็นเทคนิคพิเศษ กำลังขยายภาพสูงมาก จนมองเห็นเซลล์แบคทีเรีย จากการวิเคราะห์พบว่าการใช้เทคนิคกล้องจุลทรรศน์ พบวัตถุที่มีขนาดและรูปร่างที่ใกล้เคียงกับเซลล์แบคทีเรียชนิดแท่ง หมายความว่าผักใบเรี่ยดินนี้ปนเปื้อนแบคทีเรียได้ง่าย

          น.ส.พฤกษวรรณกล่าวว่า การศึกษาดังกล่าวเพื่อแจ้งเตือนภัยสุขภาพ แก่ผู้บริโภคที่นิยมรับประทานผักสด เพราะถ้าปนเปื้อนแบคทีเรีย ที่ก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร อาจทำให้เกิดความเจ็บป่วยตามมา ซึ่งแบคทีเรียนั้นจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การยืนยันว่ามีแบคทีเรียอยู่จริง จะช่วยให้ผู้บริโภคตระหนักถึงการปนเปื้อนที่อาจได้รับ และสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการล้างผักสดให้สะอาด โดยวิธีที่แนะนำ เช่น แช่น้ำด่างทับทิม และล้างให้ผ่านน้ำหลายๆ ครั้ง ก็จะช่วยลดโรคที่เกิดในระบบทางเดินอาหารจากเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ได้

          ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด

กินผัก-ผลไม้ อิ่มสารอาหารหรืออิ่มสารพิษ?

          ผัก ผลไม้ ที่เราซื้อมานั้น จะแน่ใจได้อย่างไรว่าปลอดภัย จากสารเคมีตกค้าง มารู้จักสารพิษที่ตกค้างในผัก และวิธีการล้างผักเพื่อลดสารเคมีกันเถอะ



          ที่มา : เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thailand Pesticide Alert Network: Thai-PAN)

พบสารต้องห้ามในส้ม สาลี่ เกษตรฯ


          กรมวิชาการเกษตร พบตัวอย่างผักและผลไม้สดมีปริมาณสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน MRL ที่ประเทศไทยกำหนดพบสารพิษตกค้างร้อยละ 19.37

          นายดำรง จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิด เผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช ตรวจสอบคุณภาพสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ สดนำเข้าผ่านด่านตรวจพืชภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก โดยสุ่มเก็บตัวอย่างสินค้าผักและผลไม้สดจากด่านตรวจพืชเชียงของ ด่านตรวจพืชเชียงแสน ด่านตรวจพืชแม่สาย ด่านตรวจพืชลาดกระบัง ด่านตรวจพืชแหลมฉบัง และด่านตรวจพืชท่าเรือกรุงเทพ มา ตรวจวิเคราะห์พบว่า ในสินค้าผักสดตรวจพบสารพิษตกค้างร้อยละ 19.37 โดยเฉพาะผักกาดฮ่องเต้ ตรวจพบสารพิษตกค้างสูงที่สุดถึงร้อยละ 80.00 ส่วนตัวอย่างผลไม้สดพบว่า ส้มตรวจพบสารพิษตกค้างสูงที่สุดถึงร้อยละ 83.33

          นอกจากนั้น ยังพบตัวอย่างผักและผลไม้สดมีปริมาณสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน MRL ที่ประเทศไทยกำหนด ได้แก่ ถั่วลันเตาหวานและถั่วลันเตา พบสาร cypermethin ปริมาณสูงสุดที่พบ คือ 0.16 และ 0.10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เกินมาตรฐาน MRL ที่ไทยกำหนดไว้ 0.05 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พบสาร L-cyhalothin ในผักกาดฮ่องเต้ 0.63 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งไทยกำหนดไว้ 0.20 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และ พบสาร ethion ในส้มถึง 1.53 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งไทยกำหนดไว้ 1.00 มิลลิกรัม/กิโลกรัม รวมทั้งตรวจพบสาร methidathion ในส้ม พบสาร endosulfan ในสาลี่ ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่ห้ามใช้ในประเทศไทยด้วย

          ทั้งนี้แนวโน้มพืชกลุ่มเสี่ยงที่ตรวจพบสารพิษตกค้างมาก คือ ผักกาดขาว ผักกาด ฮ่องเต้ แก้วมังกร ทับทิม บร็อคโคลี่ ที่นำเข้าทางด่านตรวจพืชลาดกระบังและด่านเชียงของ ขณะที่ส้มและแอปเปิ้ลนำเข้าทางด่านตรวจพืชแม่สายและด่านลาดกระบัง ตรวจพบสารตกค้างและมีแนวโน้มของสารตกค้างเพิ่มมากขึ้น จึงต้องมีการตรวจสอบและควบคุมการนำเข้าผักและผลไม้สดของด่านตรวจพืชต่างๆ เข้มงวดมากยิ่งขึ้น

         "กรมวิชาการเกษตร จะนำข้อมูลที่ได้รับไปเตือนประเทศคู่ค้า เช่น จีน พร้อมเฝ้าระวังพืชกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มในการพบสารพิษตกค้างเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามผู้บริโภค ควรระมัดระวังในการซื้อผักและผลไม้สดนำเข้ามาบริโภค หรือก่อนที่จะบริโภคต้องล้างผักและผลไม้ให้สะอาดหรือกระทั่งมั่นใจว่า ปราศจากสารเคมีตกค้าง เพื่อป้องกันการสะสมสารพิษในร่างกาย" นายดำรง กล่าว

          ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

ส้มตำ กินอย่างไรให้ แซ่บและได้ประโยชน์

        “ส้มตำ ยังเป็นอาหารรสชาติจัดจ้าน ยอดนิยมของคนไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันไม่เสื่อมคลาย หาใช่เพียงรสชาติที่แซ่บ ถึงอกถึงใจเท่านั้น ส้มตำถือเป็นอาหารเพื่อสุขภาพเมนูหนึ่งที่มีไขมันและให้พลังงานต่ำ แต่มีใยอาหารและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง หากแต่ต้องปรุงรสชาติให้พอเหมาะพอควร”

            อ. แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการบำบัดและผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ บอกเล่าอย่างน่าสนใจ

ส้มตำ โภชนาการรสแซ่บ
          ” อ. แววตา อธิบายเพิ่มเติมว่า ส้มตำ หนึ่งจานมีส่วนผสมของผัก สมุนไพร ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น มะละกอ กระเทียม มะเขือเทศ พริกขี้หนู ถั่วฝักยาว ฯลฯ ซึ่งมีสรรพคุณทางยา ที่ช่วยสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และชะลอวัยด้วย แม้ว่าส้มตำจะมีรสชาติ เปรี้ยว หวาน และเค็ม อร่อยถูกปากคนไทย แต่การบริโภคส้มตำเพียงอย่างเดียว ทำให้ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน จึงต้องกินอาหารอื่นๆ ควบคู่ไปด้วยคือ ข้าวเหนียว ขนมจีน ไก่ย่าง หมูย่าง หรือลาบต่างๆ ซึ่งมีสารอาหารครบถ้วน ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน
          ส้มตำเป็นอาหารสด ไม่ผ่านความร้อน (Low Food) เรื่อง ความสะอาดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง หากไม่สะอาด มีการปนเปื้อน อาจทำให้ท้องเสียได้ ส่วนเครื่องปรุงต่างๆ ต้องสังเกตเชื้อราที่อาจปะปนอย่าง ‘อะฟลาทอกซิน’ ซึ่งมักจะมีอยู่ ในถั่วลิสง กุ้งแห้ง กระเทียม ซึ่งเชื้อชนิดนี้เป็นโทษร้ายแรงต่อตับ การเลือกรับประทานควรสังเกตความสะอาดด้านสุขาภิบาลของร้านค้าด้วย ส่วนปลาร้าเป็นอาหารที่มีแคลเซียมสูง  แต่หลายคนมักสงสัยว่า จะกินปลาร้าสุกหรือดิบดี ถ้าหากเลือกได้ไม่ว่าจะเป็นปลาร้า หรือปูเค็ม ควรจะกินแบบสุกดีกว่า และควรสังเกตความสะอาดของปูและภาชนะที่บรรจุด้วย

ส้มตำกินบ่อยๆ ดีหรือไม่

          แน่นอนว่า ส้มตำไม่ใช่อาหารที่ดีที่สุดในโลก ดังนั้น ไม่ควรรับประทานบ่อยมากจนเกินไป ควรสลับสับเปลี่ยนกับอาหารประเภทอื่นๆ บ้าง ควรกินประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือหากส้มตำมีส่วนผสมของปูดองเค็ม หรือปลาร้า ก็กินได้อาทิตย์ละครั้ง ถ้ามากกว่านั้น ควรเป็นแบบสุกจะดีกว่า

          สำหรับผู้ที่มีโรคประจำ ตัวอย่าง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคไต อ. แววตา แนะนำว่า สามารถกินได้ แต่ไม่ควรบ่อยนัก เนื่องจากส้มตำมีโซเดียมสูง หรือกินได้โดยไม่ปรุงรสด้วยน้ำตาล หรือใส่ในปริมาณน้อย และไม่ควรปรุงรสให้เค็ม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ห้ามใส่ผงชูรส เพราะเป็นเครื่องปรุงที่มีโซเดียมสูงมากนั่นเอง

          นอกจากนี้ อ. แววตา ยังแนะนำอีกว่า ก่อน กินส้มตำทุกครั้ง ไม่ควรปล่อยให้ท้องว่าง ควรกินข้าวเหนียว ไก่ย่าง หรืออาหารอื่นๆ รองท้อง ก่อนกินส้มตำทุกครั้งเนื่องจาก มะละกอจะมียาง ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำให้เนื้อสัตว์เปื่อยนุ่มได้ หากกินขณะท้องว่างจะทำให้ปวดท้อง เนื่องจากยางมะละกอส่งผลต่อกระบวนการย่อยกัดเยื่อบุกระเพาะอาหารได้ และอีกหนึ่งข้อแนะนำสำคัญคือ ควรสอนเด็กๆ หากกินส้มตำ ควรเคี้ยวให้ละเอียดเพื่อให้ย่อยอาหารง่ายขึ้น เพราะมะละกอค่อนข้างย่อยยาก


ส้มตำถาด เมนูสุดฮิต’      
          “สำหรับส้มตำถาด ซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ในขณะนี้ นับว่าเป็นเมนูที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะนอกจากส้มตำแล้ว ยังมีส่วนประกอบที่เป็นเครื่องเคียงทำให้ได้สารอาหารครบถ้วน ทั้งคาร์โบไฮเดรตจาก ขนมจีนหรือเส้นหมี่ โปรตีนจาก ไข่ต้ม หมูหรือปลาทอดกรอบ วิตามินและเกลือแร่จาก ผักสดอย่าง ถั่วงอก ผักบุ้ง หรือผักต้มชนิดต่างๆ หากมีกระบวนการทำที่สะอาดและสุขาภิบาลที่ดี ก็ไม่เป็นอันตราย” อ. แววตา ชี้แจง

          อ. แววตา บอกเพิ่มเติมว่า สำหรับ ถาดที่มีสีสัน ลวดลายต่างๆ แน่นอนว่าเป็นอันตราย เนื่องจากมีส่วนประกอบของสารตะกั่ว แคดเมียม ที่เป็นโลหะหนัก เมื่อโดนกรดรสเปรี้ยวจาก มะนาว ส้ม มะขาม ที่มีอยู่ในส้มตำ จะกัดกร่อนถาดทำให้เกิดสนิม และเจือปนในอาหาร เมื่อเกิดการสะสมในระยะยาว จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ส่งผลต่อตับ และไต

          เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการใหม่ บางร้านค้าที่มีถาดเหล่านี้จำนวนมาก อาจเปลี่ยนเป็นใช้จานเซรามิก วางลงบนถาดอีกที หรือทางที่ดีจะเปลี่ยนเป็นถาดสแตนเลส จานกระเบื้อง หรือแก้ว ก็ได้ เพราะไม่เป็นอันตรายเหมือนถาดอะลูมิเนียม

          หากเราหันมาใส่ใจการกินเพิ่มขึ้นสักนิด เพียงแค่นี้ ก็สามารถกินส้มตำ ให้แซ่บและได้ประโยชน์ไปพร้อมกัน


          เรื่องโดย พิมพ์ชนก ศรเพชร Team Content www.thaihealth.or.th

แกงคั่วเห็ดรวม เมนูอาหารไทย กลมกล่อมพอดีรส


แกงคั่วเห็ดรวม กลมกล่อมพอดีรส

         พูดถึงแกงคั่ว แล้วเพื่อน ๆ คงนึกถึง พริกแกงที่ต้ิองคั่วให้หอม ๆ และผักต่าง ๆ ตามสูตรของแต่ละคน ซึ่งเมนูแนะนำในคราวนี้ก็คือ แกงคั่วเห็ดรวม ซึ่งปลอดเนื้อสัตว์ หลาย ๆ คนที่รับประทาน มังสวิรัติ ก็สามารถรับประทานได้ หรือ จะเก็บเมนูนี้ไว้ ช่วง กินเจ ก็ไม่ว่ากัน งั้นเรามาดูส่วนประกอบและวิธีทำเมนูนี้กันเลยค่ะ
 
 ส่วนผสมสำหรับ 1-2 ที่

             เห็ดโคน เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า และเห็ดอื่นๆ ตามชอบหั่นชิ้น 150 กรัม

             ถั่วฝักยาวหั่นท่อน 1 ถ้วย

             ฟักทองหั่นชิ้น 50 กรัม

             ชะอม 30 กรัม

             ใบชะพลูซอย 1 ถ้วย

             มะเขือพวงเด็ด 20 กรัม

             น้ำพริกแกงเผ็ด 2 ช้อนโต๊ะ

             ซีอิ๊วขาว 3-4 ช้อนโต๊ะ

             ผงอโรมาต 1 ช้อนชา

             น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ

             พริกชี้ฟ้าสไลช์ 2 เม็ด

             น้ำมะขาม ½ ถ้วย

             หัวกะทิ 1 ถ้วย

             น้ำมันเล็กน้อย

 วิธีทำ

         1.    ผัดน้ำพริกแกงให้พอหอม เติมหัวกะทิเคี่ยวให้พอเดือด จากนั้นใส่เห็ด พริกแดงสไลช์ และผักต่าง ๆ ต้มให้เดือด ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาล น้ำมะขาม และผงอโรมาต

         2. ชิมรสให้มีรสเปรี้ยวนิดๆ มีความหวานของกะทิ เค็ม และเผ็ดร้อนตามชอบ เสิร์ฟกับข้าวสวยร้อน ๆ เวลาในการปรุง 15 นาที

          ส่วนผสมราคาประมาณ 150 บาท

          เคล็บลับในการทำแกงคั่วให้อร่อยนั้นไม่ยากเพียง เพื่อน ๆ ตำพริกแกงเอง หรือ มีพริกแกงเจ้าประจำที่แสนอร่อยอยู่แล้ว ก็สามารถนำมาทำกับแกงคั่ว ได้อร่อยถูกปากเพื่อน ๆ อย่างแน่นอน ไม่ยากเกินไป สำหรับเพื่อน ๆ แน่นอนค่ะ

ที่มาจาก : ลิซ่า

เมนูพิชิตหัวใจเธอ อาหารสุขภาพต้านโรคหัวใจ


         ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน โรคหัวใจก็ยังเป็นอีกหนึ่งโรคที่น่ากลัว และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้จำนวนมาก ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยค่ะว่าสาเหตุทั้งหมดทั้งมวลนั้นมาจากอาหารการกิน โดยเฉพาะใครที่รับประทานอาหารจำพวกไขมันมากก็จะเสี่ยงมากกว่าคนอื่น ๆ วันนี้เราจึงขอนำเสนออาหารเพื่อสุขภาพดี ๆ ชื่อว่าเมนูพิชิตหัวใจเธอ จากนิตยสาร Health & Cuisine ไว้ทำรับประทานเพื่อต้านโรคร้ายมาฝากค่ะ

ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่)

           ฟองเต้าหู้ชนิดแผ่นแช่น้ำจนนิ่ม (ตัดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสให้มีขนาด 6 นิ้ว) จำนวน 8 แผ่น

           ผักปวยเล้งหั่นเป็นท่อนขนาด 2 นิ้ว จำนวน 50 กรัม

           ดอกขจร 30 กรัม

           เห็ดเข็มทอง 30 กรัม

           เห็ดหอมแห้งแช่น้ำจนนิ่มหั่นฝอย 2 ช้อนโต๊ะ

           สาหร่ายเส้นผมแช่น้ำจนนิ่ม (หรือสาหร่ายจีฉ่ายก็ได้) 2 ช้อนโต๊ะ

           แครอทหั่นตามชอบ 3 ช้อนโต๊ะ

           เมล็ดถั่วลันเตาต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ

           ข้าวโพดต้มแกะเอาแต่เม็ด 3 ช้อนโต๊ะ

           น้ำมันงา 1 ช้อนชา

           เกลือป่นปริมาณเล็กน้อย


 ส่วนผสม น้ำซอสสำหรับราด

           น้ำมันงา 3 ช้อนชา

           ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ

           เกลือ1-2 ช้อนชา

           พริกไทยป่นเล็กน้อย

           แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำเปล่า 3 ช้อนโต๊ะ

           น้ำเปล่า 1-2 ถ้วย


 วิธีทำ

          1. นำเห็ดหอมครึ่งส่วน ผักปวยเล้ง ดอกขจร และสาหร่ายเส้นผมใส่ลงในชามผสม ใส่น้ำมันงา 1 ช้อนชา พริกไทยเล็กน้อย และเกลือเล็กน้อย เคล้าให้เข้ากัน

          2. แผ่แผ่นฟองเต้าหู้ออก วางเห็ดเข็มทองทับลงไป ตามด้วยผักที่คลุกรวมกันไว้ในข้อ 1 พับฟองเต้าหู้ห่อให้แน่น วางเรียงใส่จานจนครบแล้วนำไปนึ่งบนลังถึงนานประมาณ 10 นาที

          3. ทำน้ำซอสสำหรับราด โดยใส่น้ำมันงาลงในกระทะตามด้วยเห็ดหอมที่ เหลือ ผัดพอมีกลิ่นหอม ใส่แครอทผัดให้สุก ตามด้วยเมล็ดถั่วลันเตา ข้าวโพด ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว และเกลือ เติมน้ำ เมื่อน้ำเดือดใส่แป้งข้าวโพด คนจนแป้งสุกและข้นใส ใส่พริกไทย ชิมให้มีรสเค็มเล็กน้อย ตักราดลงบนฟองเต้าหู้ที่นึ่งร้อน พร้อมรับประทาน


 คุณค่าทางอาหาร

          เห็ดหอม เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยป้องกันหลอดเลือดและหัวใจตีบ ช่วยให้ไตย่อยคอเลสเตอรอลได้ดีและขับออกได้ง่าย

          แครอท ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเห็ดหอม ช่วยขับปัสสาวะ และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แข็งแรงขึ้นได้ ป้องกันมะเร็ง

          ถั่วลันเตา ช่วยป้องกันภาวะหัวใจขาด เลือด บำรุงเส้นเอ็น ต้านมะเร็ง

          ข้าวโพด บำรุงหัวใจ ช่วยเจริญอาหาร กระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหาร และลำไส้ให้ปกติ ป้องกันภาวะหัวใจขาด

          เลือด ควบคุมการดูดซึมคอเลสเตอรอลในเลือด

          สาหร่ายเส้นผม ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันไขมันในเลือด

          ฟองเต้าหู้ ช่วยควบคุมการเปลี่ยนแปลงของคอเลสเตอรอลในร่างกายให้เป็นไปอย่างปกติ ป้องกันเส้นเลือดหัวใจตีบ

          น้ำมันงา เสริมระบบเผาผลาญของร่างกาย ช่วยให้ขับถ่ายปกติ ป้องกัน การดูดซึมไขมันกลับเข้าสู่ร่างกาย
ที่มาจาก :  Health & Cuisine

เมนูลดน้ำหนักยำมังคุดกุ้งย่าง


แค่ฟังชื่อก็อยากทานแล้วว่ารสชาติของยำมังคุดกุ้งย่างจะอร่อยขนาดไหน

เมื่อกุ้งย่างเนื้อนุ่มคลุกเคล้าน้ำยำสูตรเด็ด ผสมรวมกับรสชาติเปรี้ยวอมหวานของมังคุด เมนูลดน้ำหนักนี้จึงมีรสชาติที่ไม่ซ้ำใคร แถมเนื้อมังคุดนั้นยังมีฉายาว่า “ราชินีของผลไม้ไทย” ยังมีสรรพคุณช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญพลังงาน ช่วยย่อยอาหารและมีไฟเบอร์สูง

เรียกได้ว่าทั้งช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มวิตามิน (จากผลไม้) ให้ร่างกายไปในตัว

ส่วนผสม (สำหรับ 2-3 ที่)

กุ้งทะเลขนาดใหญ่แกะเปลือก ผ่าหลังชัดเส้นดำออก
5-7      ตัว

เนื้อมังคุด
1          ถ้วย

หอมเล็กซอยบาง
2         ช้อนโต๊ะ

กระเทียมซอยบาง
1         ช้อนโต๊ะ

ขมิ้นขาวซอยบาง
2         ช้อนโต๊ะ

ตะไคร้ซอยบาง
2         ช้อนโต๊ะ

พริกขี้หนูซอยละเอียด
1         ช้อนโต๊ะ

ใบมะกรูดซอยเส้นบาง
3         ใบ

เกลือป่นและพริกไทยป่นอย่างละ
¼       ช้อนชา

น้ำมันมะกอกสำหรับเคล้ากุ้ง
1         ช้อนโต๊ะ

ใบสะระแหน่สำหรับตกแต่งน้ำยำ
ทำจากน้ำมะนาว น้ำปลา และน้ำตาลทรายแดง อย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน

วิธีทำ

1. โรยเกลือป่น พริกไทย และเคล้าน้ำมันมะกอกให้ทั่วตัวกุ้ง จากนั้นนำไปย่างด้วยไฟกลางจนสุกทั่ว ตักใส่จานเสิร์ฟ พักไว้
2. ใส่มังคุดลงในชามผสม ตามด้วยหอมเล็ก กระเทียม พริกขี้หนู ขมิ้นขาว ตะไคร้ และใบมะกรูด (ไม่ต้องใส่หมด เหลือไว้โรยหน้าเล็กน้อย) ราดน้ำยำให้ทั่ว คนให้เข้ากัน
3. ตักราดบนกุ้งที่เตรียมไว้ (ในข้อ 1) โรยใบมะกรูด ตกแต่งด้วยใบสะระแหน่ให้สวยงาม

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับเมนูลดน้ำหนักนี้ ทำไม่ยากเลยใช่ไม๊ล่ะ เพื่อนๆ ลองไปทำทานกันดูนะครับ จะได้ไม่เบื่อกับเมนูลดน้ำหนักที่ซ้ำซากจำเจกันจนเกินไป

ที่มา 50 เมนูกินให้สวย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อมรินทร์ CUISINE, 2555.
รูปภาพจาก chomthailand.com

อาหารลดน้ำหนักที่ทำให้รูปร่างดี



การควบคุมอาหารเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยให้เราสามารถลดน้ำหนักได้ สิ่งที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จะชี้ให้เห็นถึงข้อสำคัญต่างๆ ในการรับประทานอาหารลดน้ำหนัก

อาหารลดน้ำหนัก
 

ข้อที่ 1 คาร์โบไฮเดรต
การให้ร่างกายได้ใช้พลังงานตามความต้องการและขับถ่ายออกไปแล้ว สามารถเสริมสร้างของใหม่ขึ้นมาแทนนั้น จะดำเนินไปโดยสะดวกถ้าเรารับประทานอาหารแต่ละมื้อที่มีคาร์โบไฮเดรตอย่างเพียงพอ
 
ข้อที่ 2 เนื้อปลาและถั่ว

ต้องรับประทานอาหารประเภทเนื้อปลา หรือถั่ว ใ้หมีความสมดุลกัน และอย่าเลือกทานเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

ข้อที่ 3 ลดเค็ม

จำกัดปริมาณส่วนผสมของเกลืออย่างเคร่งครัด ส่วนผสมของเกลือจะทำให้ร่างกายรักษาน้ำไว้มากเกินไป สำหรับผู้ที่มีร่างกายส่วนล่างที่มีน้ำหนักมาก ควรระวังเป็นพิเศษ

ข้อที่ 4 ดื่มน้ำ

ดื่มน้ำวันละ 5-6 แก้วและควรดื่มน้ำต้มสุกจะดีที่สุด ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้เพราะจะให้ปริมาณน้ำตาลที่สูงจนเกินไป

ข้อที่ 5 สาหร่ายทะเล

พยายามทานอาหารประเภทที่เป็นสาหร่ายทะเลเข้าไว้

ข้อที่ 6 ผลไม้

ควรทานผลไม้ที่ไม่หวานมากอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง

ข้อที่ 7 งด

งดอาหารจานด่วน (Fast Food) ขนมปัง เค้ก น้ำอัดลม หรือน้ำผลไม้ อาหารที่ปรุงด้วยวิธีการทอด รวมถึงงดเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีแอลกอฮอล์

การลดน้ำหนักนั้น ไม่ควรที่จะอดอาหาร ควรเลือกที่จะทานแต่อาหารที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เลือกที่จะออกกำลังกายลดน้ำหนัก และสิ่งที่จะสามารถช่วยให้เราสามารถลดน้ำหนักได้อยู่ที่ตัวของเราเองเท่านั้น

ที่มาจาก : thaifitandfirm.com

แซลมอนย่างใบชะพลู ปรับสมดุลร่างกายหลังปาร์ตี้


          เพิ่งจะผ่านช่วงเทศกาลปีใหม่มาได้ไม่นานนัก กระเพาะอาหารของหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่เข้าที่เข้าทาง บ้างก็มาจากการกินอาหารในงานปาร์ตี้มากไป ดื่มแอลกอฮอล์บ้าง กินไม่เป็นเวลาบ้าง เราก็เลยอยากนำเสนออาหารเบา ๆ ที่มีประโยชน์ช่วยในการปรับสมดุลให้ กับร่างกาย อย่างแซลมอนย่างใบชะพลู จากนิตยสาร Gourmet & Cuisine เป็นเมนูย่อยง่าย ๆ เพราะทำจากเนื้อปลาแซลมอน และหอมกลิ่นใบชะพลู กินกับน้ำจิ้ม อร่อยสุด ๆ แถมดีต่อร่างกายอีกด้วย

สิ่งที่ต้องเตรียม (สำหรับ 2 ที่)

           เนื้อปลาแซลมอนหั่นชิ้นยาว ประมาณ 3 นิ้ว จำนวน 200 กรัม

           ใบชะพลู 20 ใบ

           น้ำมันพืช เล็กน้อย

           เกลือป่น และพริกไทยดำบดหยาบ เล็กน้อย

สิ่งที่ต้องเตรียม (สำหรับน้ำจิ้ม)

          น้ำมะขามเปียก 3 ช้อนโต๊ะ

          น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ

          เกลือป่น ½ ช้อนชา

          น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ

          พริกขี้หนูหั่นแว่น 2 เม็ด


วิธีทำ

          1. โรยเกลือและพริกไทยดำบนเนื้อปลาแซลมอน จากนั้นห่อด้วยใบชะพลู เสียบไม้แล้วย่างบนกระทะที่ใส่น้ำมันเล็กน้อยจนเนื้อปลาสุก

          2. เตรียมส่วนผสมน้ำจิ้มโดยผสมน้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ เกลือ และน้ำเข้าด้วยกัน ต้มจนเดือด ปิดไฟ พักไว้ให้เย็น ใส่พริกขี้หนู ชิมรส เสิร์ฟพร้อมปลาแซลมอน

          Note : ใส่เมล็ดพริกไทยสดห่อไปด้วยก็ได้ตามชอบ

          นอกจากจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย รสชาติอร่อยแล้ว ยังทำง่ายสุด ๆ ด้วย เมนูดี ๆ แบบนี้ไม่ควรพลาดนะคะ

ที่มาจาก :  นิตยสาร Gourmet & Cuisine

ซุปข้าวโพดสีนิล เมนูเพื่อสุขภาพมากประโยชน์



ในเมล็ดของข้าวโพดแต่ละเมล็ดนั้นมีสารแอนโทไซยานิน ที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด มีวิตามิน B3 วิตามิน E และกรดไขมันโอเมก้า 6 และ 9 มากกว่าข้าวโพดชนิดอื่น ๆ ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก และมีศักยภาพสูงสำหรับอาหารที่มีคุณค่าทางยา สามารถช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งชนิดเนื้องอก ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายมีภูมิต้านทานเชื้อโรค และช่วยในการสมานแผล ส่งเสริมระบบการทำงานของเม็ดเลือดแดงภายในร่างกาย ช่วยชะลอการเกิดไขมันอุดตันในเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน และยับยั้งการเกิดลิ่มเลือด หรือเส้นเลือดแตกในสมอง บำรุงตับ บำรุงไต (ไตวาย ฟอกไต) และยังช่วยในการชะลอความแก่ที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ได้อีกด้วย

สิ่งที่ต้องเตรียม

             ข้าวโพดสีนิลฝาน 3/4 ถ้วยตวง

                น้ำซุป 1 1/2 ถ้วยตวง

                ไข่ไก่ 2 ฟอง

                แป้งมันสำปะหลังละลายน้ำ 1-2 ช้อนโต๊ะ

                พริกไทยป่น ผักชี และซอสเปรี้ยว สำหรับรับประทานคู่

วิธีทำ

                ต้มน้ำซุปพอเดือด ใส่ข้าวโพด คนเบา ๆ พอข้าวโพดสุก ลดไฟอ่อน ๆ

                ตีไข่ไก่พอแตก เทใส่กรวยหรือถุงพลาสติก ตัดปลายถุงเล็ก ๆ โรยให้เป็นเส้น ๆ (ไข่จะเป็นสีขาวเหลือง)

                ใส่แป้งมันสำปะหลังพออยู่ตัวเล็กน้อย ตักใส่ภาชนะ โรยพริกไทยป่น ผักชี เสิร์ฟพร้อมซอสเปรี้ยว

              ซุปข้าวโพดสีนิลถ้วยนี้มีประโยชน์ไม่เบาเลยนะคะเนี่ย ลองมาทำกันดูนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดี แถมยังอร่อยอีกด้วย
 
ขอบคุณ นิตยสาร แม่บ้าน