แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคและการป้องกัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคและการป้องกัน แสดงบทความทั้งหมด
นอนน้อย ทำให้สมองหด
มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดของอังกฤษ ศึกษาพบเรื่องอันน่าตกใจว่า ปัญหาต่างๆของการนอน อาจทำให้ขนาดของสมองห่อเหี่ยวลงอย่างรวดเร็ว ความสำคัญของการนอนนั้น ถูกถือว่าเป็นแม่บ้านของสมองในการซ่อมแซมและซ่อมสร้าง
"คณะวิจัยได้ศึกษาจากผู้ใหญ่ วัยระหว่าง 20-84 ปี จำนวน 147 คน เพื่อหาความเกี่ยวพันระหว่างปัญหาการนอน ตั้งแต่การนอนหลับยาก หรือการอดหลับอดนอนอยู่จนดึกกับขนาดของสมองพวกเขาพบว่า ปัญหาการนอนต่างๆ เกี่ยวพันกับการหดตัวของสมองอย่างรวดเร็ว ทั้งสมองบริเวณด้านข้าง ด้านขมับ ด้านหน้าผากไปทั่ว"
ที่มา : เว็บไซด์ไทยรัฐออนไลน์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ความสัมพันธ์ของมะเร็งกับยกทรง
วารสารสมาคมวิจัยโรคมะเร็งแห่งอเมริกัน แจ้งว่า
“การศึกษาตามความต้องการของประชาชน ต้องการให้พิสูจน์หาความ
เกี่ยวพันระหว่างการสวมใส่ยกทรงของผู้หญิงวัยทอง ว่ามีส่วน
เกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งทรวงอกเพิ่มขึ้นหรือไม่”
คณบดีคณะวิทยาการโรคระบาด มหาวิทยาลัยวอชิงตันได้ประมาณว่า “การศึกษาของเรา ไม่ค้นพบเหตุว่า การสวมใส่ยกทรงของสตรี ยิ่งทำให้เสี่ยงกับโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเลย โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงว่า วันหนึ่งจะใส่มากน้อย สวมยกทรงแบบไหน หรือเริ่มใช้ยกทรงมาตั้งแต่อายุเท่าใด”
คณบดีกล่าวว่า เคยมีสื่อมวลชนบางอย่าง อ้างว่า การสวมยกทรงจะเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น แต่การค้นพบครั้งใหม่นี้ กลับช่วยตอกย้ำกับหญิงที่สวมยกทรงว่า มันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งแต่อย่างใดเลย ไม่ว่าจะเป็นวัยทองหรือปกติ
ที่มา : เว็บไซต์ไทยรัฐ
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
คณบดีคณะวิทยาการโรคระบาด มหาวิทยาลัยวอชิงตันได้ประมาณว่า “การศึกษาของเรา ไม่ค้นพบเหตุว่า การสวมใส่ยกทรงของสตรี ยิ่งทำให้เสี่ยงกับโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเลย โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงว่า วันหนึ่งจะใส่มากน้อย สวมยกทรงแบบไหน หรือเริ่มใช้ยกทรงมาตั้งแต่อายุเท่าใด”
คณบดีกล่าวว่า เคยมีสื่อมวลชนบางอย่าง อ้างว่า การสวมยกทรงจะเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น แต่การค้นพบครั้งใหม่นี้ กลับช่วยตอกย้ำกับหญิงที่สวมยกทรงว่า มันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งแต่อย่างใดเลย ไม่ว่าจะเป็นวัยทองหรือปกติ
ที่มา : เว็บไซต์ไทยรัฐ
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ประโยชน์ที่ดีของ โยคะ
โยคะเป็นการดูแลสุขภาพอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความสนใจและฝึกปฏิบัติกันมาก เพราะส่งผลดีต่อร่างกายและจิตใจ
ทางเลือกของการออกกำลังกายในทุกวันนี้ มีให้เลือกมากมาย
ไม่ว่าจะเน้นในเรื่องการเผาผลาญไขมันในช่วงเวลาสั้นๆ การวิ่งมาราธอน
การเต้นในรูปแบบต่างๆ ซึ่งก็อยู่ที่แต่ละคนจะเลือกตามความชอบ
และเป้าหมายของการออกกำลังกาย กับอีกหนึ่งทางเลือกดีๆ
เป็นเรื่องการออกกำลังกายในรูปแบบของการฝึกโยคะ
โยคะเป็นการดูแลสุขภาพอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความสนใจและฝึกปฏิบัติกันมาก นอกจากจะเป็นผลดีต่อร่างกายและจิตใจแล้ว ยังมีผลต่อระบบต่อมไร้ท่อและอวัยวะต่าง ๆ ที่อยู่ภายในร่างกายอีกด้วย ทั้งยังช่วยให้ข้อต่อต่างๆ ทั่วร่างกายเคลื่อนไหวได้ดี ไม่เกิดการติดขัด สามารถชะลอความเสื่อมของข้อต่อได้ สำหรับด้านจิตใจ การฝึกโยคะช่วยให้ผ่อนคลาย หายเครียด เพราะการปฏิบัติท่าต่างๆ จะเน้นการฝึกจิตให้จดจ่อกับการหายใจเข้าออก
ประโยชน์ของโยคะ
1. ดูเด็กลง - เวลาไปคลาสโยคะ เรามักจะเจอแต่คนที่หน้าดูอ่อนกว่าวัยกันทั้งนั้น เหตุผลสำคัญนั้นเป็นเพราะการฝึกโยคะจะช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ประกอบกับท่วงท่าในการฝึกที่ต้องยืด เหยียด ที่ยิ่งช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวได้มากขึ้นไปอีก เมื่อเลือดไหลเวียนได้ดี ระบบต่างๆ ภายในร่างกายของเราก็ทำงานได้ดีตามไปด้วย นอกจากนั้นยังเน้นเรื่องการกำหนดลมหายใจ ทำให้ออกซิเจนเข้าปอดได้อย่างเต็มที่ เลือดก็นำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างสะดวก ทั้งยังมีส่วนในการขจัดของเสียออกจากร่างกาย ผิวพรรณจึงดูสวยเปล่งปลั่ง ดูเด็กไปถนัดตา
2. อกเป็นอก เอวเป็นเอว - การฝึกโยคะในแต่ละท่านั้นจะมีการใช้กล้ามเนื้อทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ ซึ่งการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เป็นการใช้พลังงานส่วนเกินที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ในรูปแบบของไขมัน ทำให้กล้ามเนื้อตึงกระชับ ทั้งท่าทางในการบิดตัวต่างๆ นั้นยังช่วยให้สัดส่วนของคุณสาวๆ กระชับเข้าที่
3. สง่าทุกท่วงท่า - การฝึกโยคะนั้นนอกจากจะมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแล้ว ยังเน้นเรื่องการทรงตัว และความสมดุล โดยเป็นการฝึกการกระจายน้ำหนักอย่างเหมาะสมทั้งในส่วนของแขน ขา กล้ามเนื้อกระดูกสันหลัง รวมทั้งกระดูกข้อต่อที่จะได้รับการปรับให้เกิดความสมดุล จึงได้บุคลิกภาพที่ดีเป็นของแถมมาจากการฝึกโยคะอีกด้วย
4. สดใสไร้เครียด - ก่อนจะฝึกโยคะทุกครั้งจำเป็นต้องมีการผ่อนคลายจากความคิด ความกังวลใจต่างๆ เพื่อให้มีสมาธิจดจ่อกับการฝึกในท่วงท่าต่างๆ โดยเริ่มต้นจากการฝึกการหายใจเข้า และออกให้ปอดสามารถเก็บลมได้อย่างเต็มที่ ช่วยให้ปอดได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การฝึกกำหนดลมหายใจนี้ เป็นการช่วยผ่อนคลายความเครียดต่างๆ และยังมีผลระยะยาวที่ทำให้จิตใจเยือกเย็นลง ไม่โกรธง่าย ไม่โมโหฉุนเฉียวง่ายอีกด้วย เมื่อเราห่างไกลจากความเครียดอารมณ์ก็จะผ่องใส ยิ้ม และหัวเราะได้มากขึ้น
5. สมองโปร่ง สมาธิดี - ผลจากการฝึกลมหายใจเป็นการเพิ่มออกซิเจนที่จะไปช่วยเลี้ยงสมองค่ะ นอกจากนั้นยังเป็นการฝึกจิตใจรูปแบบหนึ่งทำให้เราเกิดสมาธิที่ดี รวมไปถึงการฝึกโยคะท่าต่างๆ นั้นจะทำให้ผู้ฝึกมีจิตใจที่จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลาต่อเนื่อง
และหากมีการฝึกโยคะเป็นประจำจะทำให้ผู้ฝึกมีสมาธิอยู่กับตนเอง ทั้งในท่าทาง และอิริยาบทในการเคลื่อนไหวของตนเองตลอดเวลา ทำให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อมีสติ เกิดสมาธิ นำไปสู่ปัญญาในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างง่ายดายนั่นเอง
เรื่องราวดีๆ และประโยชน์จากการฝึกโยคะยังมีอีกมาก แต่เพียงที่นำเอามาฝากวันนี้ก็น่าที่จะเป็นเหตุผลที่เพียงพอที่จะทำให้เรา ไม่อยากพลาดการออกกำลังกายในรูปแบบนี้กันแล้ว
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
โยคะเป็นการดูแลสุขภาพอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความสนใจและฝึกปฏิบัติกันมาก นอกจากจะเป็นผลดีต่อร่างกายและจิตใจแล้ว ยังมีผลต่อระบบต่อมไร้ท่อและอวัยวะต่าง ๆ ที่อยู่ภายในร่างกายอีกด้วย ทั้งยังช่วยให้ข้อต่อต่างๆ ทั่วร่างกายเคลื่อนไหวได้ดี ไม่เกิดการติดขัด สามารถชะลอความเสื่อมของข้อต่อได้ สำหรับด้านจิตใจ การฝึกโยคะช่วยให้ผ่อนคลาย หายเครียด เพราะการปฏิบัติท่าต่างๆ จะเน้นการฝึกจิตให้จดจ่อกับการหายใจเข้าออก
ประโยชน์ของโยคะ
1. ดูเด็กลง - เวลาไปคลาสโยคะ เรามักจะเจอแต่คนที่หน้าดูอ่อนกว่าวัยกันทั้งนั้น เหตุผลสำคัญนั้นเป็นเพราะการฝึกโยคะจะช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ประกอบกับท่วงท่าในการฝึกที่ต้องยืด เหยียด ที่ยิ่งช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวได้มากขึ้นไปอีก เมื่อเลือดไหลเวียนได้ดี ระบบต่างๆ ภายในร่างกายของเราก็ทำงานได้ดีตามไปด้วย นอกจากนั้นยังเน้นเรื่องการกำหนดลมหายใจ ทำให้ออกซิเจนเข้าปอดได้อย่างเต็มที่ เลือดก็นำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างสะดวก ทั้งยังมีส่วนในการขจัดของเสียออกจากร่างกาย ผิวพรรณจึงดูสวยเปล่งปลั่ง ดูเด็กไปถนัดตา
2. อกเป็นอก เอวเป็นเอว - การฝึกโยคะในแต่ละท่านั้นจะมีการใช้กล้ามเนื้อทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ ซึ่งการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เป็นการใช้พลังงานส่วนเกินที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ในรูปแบบของไขมัน ทำให้กล้ามเนื้อตึงกระชับ ทั้งท่าทางในการบิดตัวต่างๆ นั้นยังช่วยให้สัดส่วนของคุณสาวๆ กระชับเข้าที่
3. สง่าทุกท่วงท่า - การฝึกโยคะนั้นนอกจากจะมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแล้ว ยังเน้นเรื่องการทรงตัว และความสมดุล โดยเป็นการฝึกการกระจายน้ำหนักอย่างเหมาะสมทั้งในส่วนของแขน ขา กล้ามเนื้อกระดูกสันหลัง รวมทั้งกระดูกข้อต่อที่จะได้รับการปรับให้เกิดความสมดุล จึงได้บุคลิกภาพที่ดีเป็นของแถมมาจากการฝึกโยคะอีกด้วย
4. สดใสไร้เครียด - ก่อนจะฝึกโยคะทุกครั้งจำเป็นต้องมีการผ่อนคลายจากความคิด ความกังวลใจต่างๆ เพื่อให้มีสมาธิจดจ่อกับการฝึกในท่วงท่าต่างๆ โดยเริ่มต้นจากการฝึกการหายใจเข้า และออกให้ปอดสามารถเก็บลมได้อย่างเต็มที่ ช่วยให้ปอดได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การฝึกกำหนดลมหายใจนี้ เป็นการช่วยผ่อนคลายความเครียดต่างๆ และยังมีผลระยะยาวที่ทำให้จิตใจเยือกเย็นลง ไม่โกรธง่าย ไม่โมโหฉุนเฉียวง่ายอีกด้วย เมื่อเราห่างไกลจากความเครียดอารมณ์ก็จะผ่องใส ยิ้ม และหัวเราะได้มากขึ้น
5. สมองโปร่ง สมาธิดี - ผลจากการฝึกลมหายใจเป็นการเพิ่มออกซิเจนที่จะไปช่วยเลี้ยงสมองค่ะ นอกจากนั้นยังเป็นการฝึกจิตใจรูปแบบหนึ่งทำให้เราเกิดสมาธิที่ดี รวมไปถึงการฝึกโยคะท่าต่างๆ นั้นจะทำให้ผู้ฝึกมีจิตใจที่จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลาต่อเนื่อง
และหากมีการฝึกโยคะเป็นประจำจะทำให้ผู้ฝึกมีสมาธิอยู่กับตนเอง ทั้งในท่าทาง และอิริยาบทในการเคลื่อนไหวของตนเองตลอดเวลา ทำให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อมีสติ เกิดสมาธิ นำไปสู่ปัญญาในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างง่ายดายนั่นเอง
เรื่องราวดีๆ และประโยชน์จากการฝึกโยคะยังมีอีกมาก แต่เพียงที่นำเอามาฝากวันนี้ก็น่าที่จะเป็นเหตุผลที่เพียงพอที่จะทำให้เรา ไม่อยากพลาดการออกกำลังกายในรูปแบบนี้กันแล้ว
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
การปฏิบัติตัวระหว่างตั้งครรภ์
การปฏิบัติตัวช่วงระหว่างการตั้งครรภ์เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความสมบูรณ์ของ เจ้าตัวน้อยในครรภ์กัน โดยเฉพาะสมองนั้นจะเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญ เนื่องจากมีการเจริญเติบโตตลอดเวลาในช่วงการตั้งครรภ์
หากมีความผิดปรกติเกิดขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ ตัวอ่อนอาจจะยังไม่สามารถฝังตัวในมดลูกได้ และอาจมีการแท้งเกิดขึ้นได้
เราจะเห็นได้ว่าในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์มีความสำคัญมากต่อการพัฒนาอวัยวะที่สำคัญ โดยเฉพาะสมองมีการเจริญเติบโตทั้งขนาด รูปร่าง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพื่อการทำงานอย่างเหมาะสม รวมทั้งมีการเชื่อมต่อของการทำงานของสมองอย่างต่อเนื่องตลอดการตั้งครรภ์
ดังนั้น หากตัวอ่อนที่กำลังเจริญเติบโตอยู่ถูกขัดขวาง ไม่ว่าจะเกิดจากปัจจัยภายใน เช่น สารพันธุกรรมที่ผิดปรกติ หรือปัจจัยภายนอก อาทิ การติดเชื้อหัด หัดเยอรมัน เริม เอดส์, การได้รับยาหรือสารพิษบางอย่าง เช่น ยากันชัก หรือยาฆ่าเชื้อบางชนิด, บุหรี่, แอลกอฮอล์, สารเสพติดต่างๆ เช่น ยาบ้า, สารเคมี, โลหะหนัก เช่น สารตะกั่ว สารปรอท สารหนู เป็นต้น อาจทำให้มีความผิดปรกติเกิดขึ้นได้
เมื่อเราทราบเบื้องต้นแล้วว่าช่วงเวลาต่างๆมีผลต่อการพัฒนาและเจริญเติบโตของอวัยวะที่สำคัญของเจ้าตัวน้อย
ดังนั้นวิธีการง่ายๆที่จะดูแลเจ้าตัวน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์ก็คือ การดูแลและการป้องกันอย่างเหมาะสม เริ่มฝากครรภ์ตั้งแต่ทราบว่าตั้งครรภ์ รับวัคซีนตามตารางเวลาที่เหมาะสม เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ดังกล่าว และหากไม่สบายแนะนำให้มาตรวจกับแพทย์ หลีกเลี่ยงการซื้อยารับประทานเอง
ที่มา : โลกวันนี้วันสุข โดย พญ.ศิโรรัตน์ สุวรรณโชติ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (ร.พ.เด็ก)
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ตรวจหา มะเร็งปอด จากลมหายใจ
หมอสามารถจะวินิจฉัยโรคมะเร็งปอด ชั่วจากการวัดอุณหภูมิของลมหายใจออก
คณะนักวิจัยได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมคองเกรส แพทย์โรคระบบทางเดินหายใจระหว่างประเทศว่า ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์อุณหภูมิลมหายใจออกของคนไข้ซึ่งถูกตรวจวินิจฉัยอย่าง เต็มรูปแล้ว จำนวน 82 ราย พบว่าคนไข้ 42 ราย ซึ่งเป็นมะเร็งปอดในจำนวนนี้มีลมหายใจออกที่มีอุณหภูมิสูงกว่าคนที่ไม่ได้เป็น
นอกจากนี้พวก เขายังพบว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ยังขึ้นอยู่กับความนานของการสูบบุหรี่ และอาการของโรคที่แพร่ออกไปมากแล้วของบุคคลผู้นั้นอีกด้วย หมอเกียว–แวนนา เอลิเวียนา คาร์ปากนาโน หัวหน้านักวิจัย มหาวิทยาลัยฟ็อกเกีย ประเทศอิตาลี กล่าวว่า “ผลการค้นพบของเราส่อว่า มะเร็งปอดเป็นสาเหตุให้อุณหภูมิของลมหายใจออกสูงขึ้น หากว่าต่อไปเราสามารถปรับแต่งวิธีการนี้ให้ละเอียดดีขึ้น จะสามารถใช้เป็นการทดสอบแบบง่าย และค่าใช้จ่ายถูกมาใช้ได้”
ที่มา : เว็บไซด์ไทยรัฐออนไลน์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
5 คาถาเท่าทันสื่อ
คุณรู้ไหมว่าการใช้ชีวิตประจำวันนั้น "ถูกครอบงำด้วยสื่อ" ไม่ว่าวันนี้จะไปไหน จะดูหนังเรื่องอะไร จะไปกินอะไร ก็ต้องดูสื่อ หรือแม้แต่ของที่เราเลือกซื้อ เพลงที่เราชอบฟัง ก็เพราะดูและฟังบ่อยๆจากสื่อ ใครหลายๆคนจะรู้สึกว่าตัวเองดูดีหรือไม่ก็เทียบกับภาพในสื่ออีกนั่นแหละแล้ว เราจะเท่าทันสื่อได้อย่างไรกันละ ไปดูคาถา 5 ข้อนี้
1. สื่อนี้ใครเป็นเจ้าของสื่อสื่อทั้งหลายล้วนแต่ถูกสร้างขึ้นโดยมีเจ้าของ มีเป้าหมายการสื่อสารที่ชัดเจนโดย ใช้เทคนิคกลวิธีบางอย่าง เช่น มุมกล้อง สี เสียง หรือการตัดต่อในการนำเสนอเนื้อหาสาร
2. สื่อนี้มีรูปแบบการนำเสนออย่างไร ลักษณะการนำเสนอมีผลต่อการสร้างความรับรู้และสร้างความเป็นจริง เช่นถูกนำเสนอในรูปแบบของการเล่าข่าว การสัมภาษณ์ยืนยันการใช้จริง ใช้การ์ตูน เพื่อเลือกการนำเสนอให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย
3. สื่อนี้ต้องการสื่อสารกับใคร หลากหลายรูปแบบการนำเสนอแตกต่างกันไปตามกลุ่มเป้าหมายเช่น เด็กจะใช้สื่อการ์ตูนหรือเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกัน เพื่อสร้างความเป็นกันเองในการโน้มน้าวความสนใจ วัยรุ่นจะใช้ภาพเคลื่อนไหวและเพลงสนุกสนาน ใช้สีสันสดใส เป็นต้น
4. สื่อต้องการทำให้รับรู้และรู้สึกอย่างไร มีอะไรไม่ถูกนำเสนอบ้าง บางสื่อพยายามนำเสนอข้อมูลด้านเดียวเช่นโฆษณาการทำศัลยกรรม นำเสนอคุณค่าความสำคัญของการสวยหล่อ โดยไม่นำเสนอคุณค่าด้านอื่นของความเป็นคนที่ไม่ต้องสวย หล่อก็มีคุณค่าและทำประโยชน์ ทำงานในสังคมได้
5. สื่อหวังผลทำให้เราเชื่อหรือทำอะไร การทำสื่อทุกอย่างหวังผลเสมอ เช่น นักการตลาดทำเพื่อหวังผลกำไร นักการเมืองหวังคะแนนนิยม หรือเพื่อประชาสัมพันธ์
ที่มา : สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
โรคซึมเศร้า
ปัจจุบันการรักษาโรคซึมเศร้าได้ผลดีมาก โดยการใช้ ยาต้านอารมณ์เศร้า(Antidepressants) ซึ่งมีหลายชนิด เราพบว่าผู้ป่วยแต่ละรายมักได้ผลยาแต่ละชนิดแตกต่างกัน ซึ่งแพทย์จะเริ่มต้นให้ยาในขนาดน้อยๆ แล้วพิจารณาปรับเพิ่มขนาดยาจนถึงระดับที่ออกฤทธิ์ได้ผล ซึ่งมักใช้ระยะเวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ หากไม่ได้ผลแพทย์จะพิจารณาเปลี่ยนยา เพราะฉะนั้นผู้ป่วยควรรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากการกินยาแล้ว จิตแพทย์จะให้การบำบัดด้วยการ "ปรับความคิดเปลี่ยนพฤติกรรม" (CognitiveBehavioral Therapy) เพื่อให้ผู้ป่วยมีมุมมองทางบวกต่อตนเองและโลกภายนอก เห็นทางออกของปัญหา และตระหนักถึงศักยภาพของตนเองในการเผชิญเรื่องท้าทายของชีวิต รวมทั้งการปรับเปลี่ยน รูปแบบในการดำเนินชีวิต (Life style) เพื่อสร้างความรื่นร มย์และความเบิกบานให้แก่ชีวิต
ในกรณีที่อารมณ์เศร้าเป็นรุนแรงมาก (เช่น มีความเสี่ยงสูงที่จะทำร้ายตนเอง) หรือมีอาการโรคจิตร่วมด้วย (เช่น ระแวง หูแว่ว ประสาทหลอน) จิตแพทย์จะรับไว้รักษาตัวในโรงพยาบาล โดยมีญาติดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
กรณีที่กินยาจนอาการเศร้าดีขึ้นแล้ว ไม่ควรหยุดยาเอง เพราะอาจทำให้อาการเศร้ากำเริบได้ แพทย์จะพิจารณาให้ ผู้ป่วยกินยา (ในขนาดต่ำที่สุด) อย่างต่อเนื่องเป็นปีจนสามารถหยุดยาได้ในที่สุด
ความช่วยเหลือจากญาติ
- รับฟัง เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยระบายความทุกข์ใจ เข้าใจและยอมรับโดยไม่มีการตอกย้ำซ้ำเติม
- ชักจูงให้ผู้ป่วยร่วมกิจกรรมที่สนุกสนานหรือท่องเที่ยวสถานที่ธรรมชาติ
- ดูแลให้ผู้ป่วยกินยาตามเวลาอย่างสม่ำเสมอ
- รายงานแพทย์ทันที หากพบว่า ผู้ป่วยมีความคิดอยากทำร้ายตนเอง
ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง โดย นพ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ผู้หญิงหัวล้าน โรคผมร่วงในผู้หญิงที่สังคมยังไม่เข้าใจ!
โรคผมร่วง ที่เกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ ยังคงเป็นโรคที่หลายคนในสังคมไม่ค่อยรู้จักและเข้าใจในมันมากเท่าไรนัก จึงทำให้ผู้ที่เป็นโรคนี้ โดยเฉพาะผู้หญิง ต้องเจอคำถาม หรือคำพูดที่กระทบกระเทือนจิตใจให้อ่อนแอลงไปอีก
เรื่องราวของ เจนนิเฟอร์ ดีฟรีซ และวาเนสซ่า แมควิลเลียมส์ ผู้หญิง ที่ต้องประสบพบเจอกับโรคผมร่วง ทั้งคู่ได้ผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายมามากมายจากสังคม จนทำให้จิตใจของพวกเธออ่อนแอด้วยคำครหาต่าง ๆ ที่พวกเธอไม่อยากฟัง แต่ในที่สุดพวกเธอก็แข็งแกร่งขึ้น พยายามเปลี่ยนมาใช้ชีวิตแบบคิดบวกมากขึ้นกว่าเดิม และเรียนรู้ที่จะอยู่กับโรคนี้ได้อย่างปกติสุข
วันที่ 5 พฤษภาคม 2014 เว็บไซต์เดลี่เมล หยิบยกเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงจำนวนมากที่ต้องดิ้นรนใช้ชีวิตกับโรคผมร่วง ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันที่ทำให้ผมหลุดร่วงออกเป็น หย่อม ๆ หรือผมร่วงหมดจนกลายเป็นคนหัวล้านไปโดยปริยาย
เจนนิเฟอร์ ดีฟรีซ (Jennifer DeFreece) วัย 33 ปี เป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องเผชิญกับโรคผมร่วง เธอเป็นโรคนี้มาตั้งแต่เด็ก และไม่เคยกังวลกับเรื่องนี้จนกระทั่งเธอเติบโตขึ้น เมื่อมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งบอกกับเธอว่า ให้เธอใส่ปลอกหมอนเวลานอนจะได้ปกป้องเธอให้พ้นจากอาการหัวล้านนี้ ซึ่งเธอกล่าวว่า "ฉันไม่ชอบเลย ฉันได้แต่หวังว่าจะกลับมามีผมอีกครั้ง"
ทั้งนี้ เจนนิเฟอร์ เคยพบเจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้สะเทือนใจในช่วงที่เรียนอยู่ชั้นมัธยม เมื่อเพื่อนของเธอรู้สึกรังเกียจที่เธอเป็นโรคนี้ จนในที่สุดเธอก็ตัดสินใจใส่วิกเพื่อปิดบังความจริงอันน่าอาย แต่เธอก็ต้องรู้สึกแปลกใจเมื่อคนที่เข้าใจ และชื่นชมเธอส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะแล้วทั้งนั้น อย่างไรก็ดีแม้ว่าเธอจะเติบโตมาด้วยความมั่นใจมาตลอด แต่บางช่วงเวลาก็ยากที่จะทำใจยอมรับได้ แต่ในขณะนี้เธอเริ่มคิดบวกมากกว่าเดิม โดยเผยว่าการที่เธอเกิดมาเป็นผู้หญิงหัวล้าน ทำให้เธอได้ตระหนักถึงหลายสิ่งหลายอย่างมากขึ้น และเรียนรู้ที่จะทำจิตใจให้แข็งแกร่งรับแรงเสียดสีจากสังคมได้
นอกจากเจนนิเฟอรแล้ว ก็ยังมี วาเนสซ่า แมควิลเลียมส์ (Vanessa McWilliams) วัย 30 ปี ก็ถูกเรียกว่า คนหัวล้าน หลังจากที่แพทย์ลงความเห็นแล้วว่าเธอเป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อม ๆ จนทำให้หนังศีรษะของเธอล้านแหว่งเป็นวง ๆ ไม่สวยงาม วาเนสซ่าเองก็ได้รับประสบการณ์อันเลวร้ายที่ส่งผลให้เธอเสียความมั่นใจมา ตลอดจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ โดยเธอเผยว่า "ฉันรักในสิ่งที่ฉันเป็น แต่ขณะเดียวกัน การที่เดินออกไปพบปะสังคมในสภาพหัวล้านแบบนี้มันก็มีแต่ทำให้ความบอบช้ำใน จิตใจเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ "
แม้ว่าพวกเธอจะมีอาการเจ็บป่วยจากโรคหัวล้านที่ไม่มีใครอยากเป็น แต่เมื่อพวกเธอเกิดมาเป็นอย่างเลือกไม่ได้แล้ว พวกเธอก็พยายามหาทางคิดบวกให้ตัวเองสบายใจ และรักษาหัวใจตัวเองจากอาการบอบช้ำทางจิตใจที่โดนสังคมแสดงท่าทางรังเกียจ ใส่ ฉะนั้นเมื่อได้รู้อย่างนี้แล้ว สาว ๆ ที่เดินไปพบเจอกับคนที่มีโรคผิดปกติเหล่านี้ ก็อย่าไปทำสีหน้ารังเกียจใส่เขาเลยนะคะ สู้ยิ้มให้ หรือพูดให้กำลังใจพวกเขา จะดีกว่าเยอะเลยล่ะ
ที่มาจาก : กระปุกดอทคอม
ลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ต้องเร่งแก้ไขพฤติกรรม
ลด "โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง" ต้องเร่งแก้ไขพฤติกรรม (สสส.)
โดย ชัชวรรณ ปัญญาพยัตจาติ Team Content www.thaihealth.or.th
ถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตกันแล้ว เพราะไม่เช่นนั้น คุณเองก็อาจจะเป็นคนหนึ่งที่ต้องเจ็บป่วยด้วย "โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง" (Non-communicable diseases) หรือ ที่รู้จักกันในนาม NCDs โรคยอดฮิตที่แต่ละประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย มีจำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิตมากขึ้นทุกปีอย่างน่าเป็นห่วง
โดยข้อมูลจากแผนยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีชีวิตไทย พ.ศ. 2554-2563 และกลไกการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีชีวิตไทยระดับชาติ ระบุไว้ว่า สถานการณ์ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีระดับความรุนแรงในประเทศยากจน รวมถึงประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง สูงถึงร้อยละ 80 ของการตายทั้งหมด สะท้อนภาพกลับมาที่ประเทศไทย ก็พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิตในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ หลอดเลือดสมอง มะเร็ง ปอดอุดกั้น ฯลฯ เพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน
ทีนี้ หันกลับไปมองคนใกล้ตัว คนในครอบครัว จริงหรือไม่ที่พวกเขากำลังป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังตามที่ยกตัวอย่างมา
นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย แพทย์เครือข่ายโรคไม่ติดต่อ สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ให้ข้อมูลว่า ต้องยอมรับว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นเรื่องที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะพฤติกรรมเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เด็ก สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ จึงเป็นขั้นตอนของการให้ความรู้แก่ประชาชนให้ได้ทั่วถึงมากที่สุด จากนั้นเร่งสร้างค่านิยมการมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี และทำกันอย่างต่อเนื่อง
"ปัจจุบัน คนไทยป่วยด้วยโรคในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น โดยที่ผู้ป่วยเองมีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ" คุณหมอเกริ่นถึงภาพรวมของผู้ป่วยที่เกิดขึ้นในสังคมไทย และให้ข้อมูลเสริมว่า โรคในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่คนไทยป่วยกันมากที่สุด 3 อันดับแรก ก็คือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และมะเร็ง"
"จากสภาพของสังคมที่เปลี่ยนไปเป็นสังคมเมืองมากขึ้น กล่าวได้ว่าคนไทยในยุคปัจจุบันมีพฤติกรรมการกินอาหารที่เปลี่ยนไป สะดวกซื้อกินมากกว่าทำเอง รวมถึงมีพฤติกรรมการกินอาหารมัน และเค็มมากขึ้น ออกกำลังกายน้อย ดังนั้นเมื่อป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังแล้ว จึงมีความเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคแทรกซ้อนจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วย" คุณหมออธิบาย
"ยกตัวอย่างโรคแทรกซ้อนจากการมีความดันโลหิตสูงก็คือ โรคไขมันในเลือดสูง กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อาการเส้นเลือดสมองแตก เป็นอัมพฤกษ์ ขณะที่อาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ก็มีทั้งอาการเบาหวานเข้าตา อาการชาตามปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า หรือเป็นแผลง่าย รักษายาก จำต้องต้องตัดอวัยวะในส่วนที่เป็นแผลทิ้ง เป็นต้น"
"ต้องบอกว่า เมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูงไปนาน ๆ ก็จะมีอาการแทรกซ้อนของโรคเพิ่มเข้ามา และมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น วิธีป้องกันที่ดีที่สุด แต่ละคนจึงควรจะต้องรู้จักตัวเอง รักตัวเอง เริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ดีขึ้น รู้จักเลือกกิน และออกกำลังกายเสียตั้งแต่วันนี้"
โดยคุณหมอแนะนำถึงเทคนิคเล็ก ๆ ในการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตว่า หากคุณต้องทำงานหนัก ก็ควรจะต้องกินให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอที่จะใช้ในแต่ละวัน หากไม่สะดวกที่จะนับแคลอรี ขอให้ยึดหลัก "กินพอดี" และรู้จักเลือกกินอาหารแต่ละประเภทให้เหมาะสม
กินพอดีเป็นอย่างไร
นพ.ขวัญประชา อธิบายว่า คนส่วนมากไม่ค่อยคุ้นชินกับความหิว เมื่อได้กิน ก็จะกินเต็มที่ กว่าจะรู้ตัวอีกครั้ง ก็กินอิ่มเกินพอดีไปเสียแล้ว ซึ่งส่วนที่ "กินเกิน" เข้าไปนี่เอง เป็นส่วนที่ทำให้เกิดโรคไม่เรื้อรังต่างๆ ตามมา ในแต่ละมื้อจึงควรกะปริมาณไว้แค่ "พออิ่มท้อง"
ทำอาหารเองช่วยได้
อาหารรสชาติเข้มข้น ประกอบด้วยเครื่องปรุงรสหลายอย่าง ซึ่งการกินหวาน มัน เค็ม เป็นเรื่องอันตรายและเหตุก่อโรค เช่น โรคความดันโลหิตสูง เกิดเพราะพฤติกรรมการกินเค็ม ก็ต้องรู้ก่อนว่า โซเดียม จัดรวมอยู่ในสารที่ให้ความเค็มและมีอยู่ในอาหารแปรรูป ฯลฯ หากนำมาทำอาหารก็ไม่จำเป็นต้องปรุงรสเพิ่ม และไม่ควรกินบ่อย นอกจากนี้ อาหารมัน ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ทำให้เกิดโรค จึงไม่ควรเลือกกินบ่อย หรือหากมีเวลาประกอบอาหารเอง ใช้วิธีการอบหรือนึ่งจะดีกว่าการทอด
คน "ผอม" ป่วยน้อยกว่า?
มีรายงานว่า คนผอมป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังน้อยกว่าคนอ้วน แต่ไม่ได้หมายความว่า ผอมวันนี้ จะไม่อ้วนในวันหน้า พฤติกรรมการกิน เลือกกิน และออกกำลังกายจึงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับคนผอมเช่นกัน หรือหาก คุณเป็นคนผอม แต่มีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ก็ย่อมมีแนวโน้มที่จะป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังสูง
ต้องออกกำลังกายทุกวัน?
ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายส่งเสริมให้ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เพราะมีรายงานว่า หากออกกำลังกายได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ จะมีประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก ในหนึ่งสัปดาห์จึงสามารถออกกำลังกายสะสมได้ทุกวัน ขอเพียงให้ได้สัปดาห์ละอย่างน้อย 150 นาทีเท่านั้น หากวันนี้มีเวลามาก ออกกำลังกายไปแล้ว 60 นาที จะหยุดไปหนึ่งวัน แล้วกลับมาออกกำลังกายใหม่ในวันรุ่งขึ้นอีก 30 นาที และสะสมไปอีกในวันถัดไปจนครบ 150 นาที ก็สามารถทำได้เช่นกัน
เมื่อ "พฤติกรรม" ในการใช้ชีวิตประจำวัน คือตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อ "สุขภาพ" ฉะนั้นหากอยากมีสุขภาพดีตลอดชีวิต ก็ต้องรู้จักเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับตัวเองตั้งแต่วันนี้ และคนที่จะทำได้ก็คงมีแค่ตัวของเราเองเท่านั้น...
ที่มาจาก : สสส
บอกลาโรคกรดไหลย้อน ด้วย 7 พฤติกรรมเปลี่ยนชีวิต
โรคกรดไหลย้อน เชื่อไหมว่าแค่เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างก็หายขาดได้ เราลองไปดูกันดีกว่าว่าพฤติกรรมใดบ้างที่ควร ลด ละ เลิก
ในปัจจุบันโรคกรดไหลย้อนถือเป็นโรคยอดฮิตในหมู่วัยคนทำงาน
ซึ่งสาเหตุเกิดมาจากวิถีการดำรงชีวิตที่เร่งรีบ
และการกินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ วิธีการรักษาโรคกรดไหลย้อน
นอกจากการทานยาเพื่อรักษาอาการแล้ว
ยังมีพฤติกรรมบางอย่างที่สามารถช่วยหยุดชะงักโรคกรดไหลย้อนได้ด้วยค่ะ
โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนอาหารการกินและการสวมใส่เสื้อผ้า
วันนี้กระปุกดอทคอมเลยนำข้อมูลที่น่าสนใจจากเว็บไซต์ health.com มาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเขาแนะนำว่า ถ้าปฏิบัติตัวตามนี้ รับรองว่าหายจากโรคกรดไหลย้อนแน่นอนเลยล่ะ
1. ทานมื้อเล็ก ๆ แต่บ่อย ๆ
อาหารคือตัวการทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อน
โดยเฉพาะอาหารจำพวกบุฟเฟ่ต์ซึ่งเป็นใบสั่งอย่างดีที่ทำให้เกิดอาการกรดไหล
ย้อน
เพราะท้องที่เต็มแน่นไปด้วยอาหารคือสาเหตุที่ทำให้วาล์วระหว่างกระเพาะอาหาร
และหลอดอาหาร (หรือที่เรียกว่ากล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่าง หรือ
LES) คลายตัวและส่งผลให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหารได้
แต่ถ้าเราเปลี่ยนมากินมื้อเล็ก ๆ ตลอดทั้งวัน
แทนการกินตามมื้อมาตรฐานอย่างมื้อเช้า, กลางวัน, เย็น
จะสามารถลดการเกิดอาการกรดไหลย้อนได้ อ้อ !
และอย่าให้ทานมื้อสุดท้ายดึกจนเกินไปเชียว
เพราะการกินอาหารก่อนนอนก็สามารถทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้เช่นกัน
2. บ๊าย บาย เค้ก
เป็นที่รู้กันดีว่าช็อกโกแลตและคาเฟอีนการทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อนที่
รุนแรงได้ ดังนั้นการกินอาหารที่มีส่วนประกอบของช็อกโกแลตและคาเฟอีน
โดยเฉพาะ บรรดาเค้กและของหวานต่างๆ จึงอาจทำให้อาการกรดไหลย้อนกำเริบได้
ซึ่งนอกจากช็อกโกแลตและคาเฟอีนแล้ว
ในบรรดาอาหารที่มีผลทำให้เกิดอาการไหลย้อน ก็ยังมีอาหารที่มีรสชาติเผ็ด,
เนื้อแดงที่อุดมไปด้วยไขมัน, เฟรนส์ฟรายส์และอาหารทอดชนิดอื่น ๆ,
ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว, หัวหอมสด, มะเขือเทศ, เนย, น้ำมัน, สะระแหน่
ซึ่งคนที่ป่วยเป็นกรดไหลย้อนควรงดค่ะ
3. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์
แอลกอฮอลล์เป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน
โดยเฉพาะเมื่อดื่มมาจนเกินไปหรือดื่มเป็นประจำ
เพราะแอลกออฮอลล์จะทำให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัวซึ่งจะ
ทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหารได้ วารสารทางการแพทย์
อย่าง "The American Journal of Medicine" ได้ศึกษาเมื่อปี 1999
พบว่าอัตราของผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนเพิ่มตามจำนวนเครื่องดื่มที่บริโภคต่อ
สัปดาห์ โดยผู้ที่ดื่มมากว่า 7 ครั้งต่อสัปดาห์
มีแนวโน้มจะเป็นโรคกรดไหลย้อน รู้แบบนี้แล้ว
เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันเถอะ
4. ลดน้ำหนักกันเถอะ
การมีน้ำหนักส่วนเกินก็สามารถทำให้เป็นโรคกรดไหลย้อนได้เช่นกัน
โดยวารสารทางการแพทย์ "International Journal of Epidemiology"
ได้ทำการในศึกษาปี 2003 กับคนจำนวน 10,000 คน
พบว่าอาการกรดไหลย้อนมีความเชื่อมโยงกันกับค่าดัชนีมวลกาย (BMI)
โดยคนที่มีน้ำหนักส่วนเกินมากเกินไป
มีแนวโน้มจะเป็นโรคกรดไหลย้อนได้มากว่าคนที่มีน้ำหนักปกติถึงสามเท่า
5. เลิกสวมเสื้อผ้าที่รัดแน่นเกินไป
การสวมเสื้อผ้าที่รัดรอบ ๆ
บริเวณหน้าท้องส่วนกลางมากเกินไปก็ทำให้กระเพาะอาหารถูกกดและดันให้กรดใน
กระเพาะอาหารเข้าสู่หลอดอาหาร แม้ว่ากางเกงพวกนั้นจะดูน่ารัก
แต่มันคงไม่คุ้มค่าหากต้องแลกกับการเป็นโรคกรดไหลย้อนจริงไหมคะ
6. นอนยกหัวให้สูงขึ้นช่วยให้หลับสบายกว่า
นอกจากการเลี่ยงการกินอาหารก่อนนอนสามารถลดอาการกรดไหลย้อนในขณะหลับได้แล้ว
การยกหัวขึ้น 6 - 8 นิ้วในขณะที่หลับก็สามารถทำให้หลับสบายได้มากขึ้นด้วย
ซึ่งการนอนท่านี้ไม่ได้ลดความถี่ของอาการกรดไหลย้อนแต่อย่างใด
แต่จากการวิจัยนั้นพบว่า
ท่านอนนี้สามารถช่วยให้กรดในกระเพาะอาหารไหลออกจากหลอดอาหารได้เร็วขึ้นถึง
67%
7. ลด ละ เลิกสูบบุหรี่
รู้หรือไม่ว่านอกจากการสูบบุหรี่จะทำลายหัวใจและปอดแล้ว
มันยังไปทำลายระบบการย่อยอาหารอีกด้วย เพราะนิโคติน และแอลกอฮอลล์
ทำให้เป็นอาการกรดไหลย้อนที่รุนแรงได้โดยที่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอด
อาหารส่วนล่างคลายตัว ซึ่งทำให้กรดในกระเพาะไหลขึ้นไปที่หลอดอาหารได้
นอกจากนี้
การสูบบุหรี่ยังทำให้เกลือน้ำดีย้ายจากลำไส้เล็กไปอยู่ในกระเพาะอาหาร
และทำให้น้ำลายผลิตออกมาน้อยลง
โดยหน้าที่หนึ่งของน้ำลายก็คือจะไปช่วยล้างกรดในกระเพาะอาหารให้ออกจากหลอด
อาหาร ดังนั้น เมื่อน้ำลายผลิตออกมาน้อย กรดในหลอดอาหารจะไม่ถูกชะล้างออกไป
ทำให้เสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อนได้ค่ะ
แม้
ว่าอาการของโรคกรดไหลย้อนนั้นจะสามารถเกิดขึ้นได้ง่าย
แต่ถ้าหากเราดูแลรักษาสุขภาพและปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตให้เหมาะสมก็
สามารถทำให้หายขาดจากอาการโรคนี้ได้
ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำเพื่อสุขภาพที่ดีนะคะ
ที่มาจาก : กระปุกดอทคอม
ปวดหัว ไม่ต้องเครียดไป แก้ง่าย ๆ แค่กิน !
อาหารลดอาการปวดหัว (Woman Plus)
ข้อดีของอาหารธรรมชาติ สำหรับคนไม่ต้องการทานยา หรือมีอาการเล็กน้อย อย่างการปวดหัว ซึ่งหลายคนมักจะเกิดอาการขึ้นเป็นประจำ เรามาดูกันสิว่า อาหารอะไรบ้างที่ทำให้อิ่มท้อง แถมยังเป็นยาช่วยรักษาร่างกายได้ด้วย
เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน ปลากะพง เนื่องจากปลาทะเลมีโปรตีนสูงซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายให้คง ที่ เมื่อระดับน้ำตาลคงที่อาการปวดหัวก็จะลดลง รวมทั้งมีกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายเป็นตัวช่วยลดการอักเสบลดอาการปวด
ผลไม้หาง่ายมีหลากหลายสายพันธุ์ มีอยู่ทุกฤดู ราคาไม่แพงมาก กล้วยเป็นผลไม้ที่มีสารอาหารที่ดีต่อร่างกายหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี และที่สำคัญมีแร่ธาตุโพแทสเซียม ที่ช่วยปรับสมดุลแร่ธาตุในร่างกาย จากการศึกษาพบว่ากล้วยช่วยลดความเครียดและทำให้เกิดความสุข
สมุนไพรในแบบไทย ๆ สามารถนำมาปรุงอาหารได้ทั้งคาวและหวาน หรือเครื่องดื่ม ขิงจะช่วยให้ผ่อนคลาย เลือดลมไหลเวียนได้ดี
เช่น ผักโขม ผักคะน้า ตำลึง นอกจากจะมีใยอาหารสูงที่ช่วยให้ขับถ่ายของเสียออกมาได้ดีแล้ว ยังมีสารคลอโรฟิลล์ที่เปรียบเสมือนตัวล้างพิษทำให้ร่างกายสามารถรับออกซิเจน ได้มากขึ้น อาการปวดก็จะลดลง
เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ลูกเดือย ถั่วแดง งา อาหารในกลุ่มนี้จะมีวิตามินในกลุ่มวิตามินบีสูง ซึ่งเป็นตัวช่วยในสารสื่อประสาทของร่างกายให้ทำงานได้ดีช่วยหยุดอาการปวดหัว
เนื่องจากข้าวโพด มีวิตามินบี 3 หรือไนอะซินสูง มีส่วนช่วยให้การไหลเวียนเลือดไปสู่สมองได้ดีขึ้น และลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ
ที่มาจาก : Woman Plus
โรคอิไตอิไต พิษร้ายจากแคดเมียม ภัยเงียบส้มตำถาดสี
โรคอิไตอิไต ภัยร้ายจากสารแคดเมียมที่ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะคนที่ชอบส้มตำถาดสียิ่งควรระวัง !
ส้มตำ
เป็นอาหารยอดนิยมของคนทุกเพศทุกวัย เนื่องจากรสชาติที่จัดจ้าน
และยิ่งในตอนนี้เมนูอย่างส้มตำถาด
กำลังฮอตฮิตกันไปทั่วบ้านทั่วเมืองเพราะเครื่องเคียงที่หลากหลาย
การจัดจานที่แปลกตาโดยการนำถาดเคลือบสีเราเห็นกันมาตั้งแต่เด็กมาเป็นภาชนะ
โดยหารู้ไม่ว่าที่จริงแล้ว เจ้าถาดโลหะเคลือบสีที่หลายคนบอกว่ามันช่วยทำให้การกินส้มตำถาดอร่อยขึ้น คือวายร้ายที่นำพาโรคร้ายมาสู่เราเลยล่ะ
โรค
ที่ว่านั่นก็คือโรคอิไตอิไต
ซึ่งเป็นโรคที่มาจากสารแคดเมียมที่อยู่ในสีที่เคลือบอยู่บนถาดนั่นล่ะค่ะ
เมื่อมันถูกกัดกร่อนด้วยกรดที่มาจากน้ำมะนาว หรือจากน้ำส้มสายชู
ก็จะทำให้สารแคดเมียมที่เคลือบอยู่ละลายออกมาปะปนกับส้มตำสุดอร่อยของเรา
กลายเป็นสาเหตุของโรคอิไตอิไต แต่โรคอิไตอิไตคือโรคอะไรล่ะ
หลายคนคงสงสัย
วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขออาสาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับโรคอิโตอิไตให้มาก
ขึ้น เพื่อที่จะได้ระมัดระวังตัวกันให้มากขึ้นค่ะ
โรคอิไตอิไต คืออะไร
โรค
พิษแคดเมียมหรือโรคที่เราเรียกกันทั่วไปว่า โรคอิไตอิไต (itai itai)
เป็นโรคที่สารแคดเมียมที่เข้าไปสะสมอยู่ในร่างกายจนถึงระดับอันตรายและสาร
แคดเมียมได้ทำลายอวัยวะ และ ระบบต่าง ๆ ในร่างกายจนทำให้เกิดอาการเพลีย
น้ำหนักลด คลื่นไส้อาเจียน ไอเรื้อรัง เกิดวงสีเหลืองที่บริเวณฟัน
มีภาวะเลือดจาง และความดันโลหิตสูง ทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดอักเสบ
นอกจากนี้แคดเมียมยังทำให้เกิดมะเร็งของต่อมลูกหมากได้
และโรคอิไตอิไตยังเป็นโรคที่ส่งผลร้ายกับกระดูกโดยตรง
ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวดในกระดูก กระดูกเสื่อมสภาพและเสียรูปไปในที่สุด
โรค
อิไตอิไตนี้ถูกพบครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2463
จากเหตุการณ์พิษของแคดเมียมระบาดในประเทศญี่ปุ่นโดยครั้งนั้นเกิดขึ้นบริเวณ
ตามริมฝั่งของแม่น้ำจินสุ
อันมีสาเหตุมาจากการทําเหมืองและถลุงโลหะของบริษัทมิตซุย
ซึ่งทำอุตสาหกรรมผลิตโลหะทองแดง ตะกั่วและสังกะสี
ได้แอบลักลอบนํากากโลหะจากโรงงานมาทิ้งลงแม่นํ้าเป็นเวลานาน
จนชาวบ้านที่อาศัยในแถบนั้นที่เป็นเพศหญิง
โดยเฉพาะหญิงที่มีบุตรหลายคนและวัยหมดประจําเดือน
เกิดอาการปวดกระดูกตามน่อง ซี่โครงและสันหลัง
การระบาดในครั้งนี้ทําให้มีคนเสียชีวิต 100 กว่าราย และมากกว่า 180 ราย
มีอาการถึงปัจจุบัน
โดยมีการค้นพบว่าสาเหตุมาจากการบริโภคข้าวที่ปนเปื้อนสารแคดเมียมเป็นเวลา
นานมากกว่า 30 ปี
สาเหตุของโรคอิไตอิไต
โรค
อิไตอิไตมีสาเหตุมาจากสารแคดเมียมที่ปนเปื้อนมากับสิ่งต่าง ๆ
ที่เรานำเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะน้ำ อาหาร หรืออากาศที่เราหายใจเข้าไป
โดยอาการของโรคจะสามารถเกิดจากความเป็นพิษเฉียบพลันและความเป็นพิษจาก
เรื้อรังได้ ซึ่งความเป็นพิษแบบเรื้อรังจะทำให้อวัยวะต่าง ๆ
ในร่างกายถูกทำลายและมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากสูงขึ้น
สารแคดเมียมคืออะไร
แคดเมียม
(Cadmium) เป็นโลหะหนัก มีสีขาว ฟ้า วาว มีลักษณะเนื้ออ่อน
สามารถบิดโค้งงอได้และถูกตัดได้ง่ายด้วยมีด มักอยู่ในรูปแท่ง แผ่น เส้นลวด
หรือเป็นผงเม็ดเล็ก ๆ ถูกค้นพบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2360
แต่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในงานอุตสาหกรรมเมื่อครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา
ปัจจุบันแคดเมียมเป็นโลหะที่ถูกนำมาใช้กันมาก เนื่องจากสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ที่พบในชุบสังกะสี ซึ่งใช้แคดเมียมผสมกับโลหะอื่น เพื่อเพิ่มความเหนียวและทนทานต่อการสึกกร่อน ใช้ทำแบตเตอรี่อัลคาไลน์ โดยการใช้ร่วมกับนิกเกิลเพื่อใช้ในการทำเม็ดสี พลาสติก ยาง และหมึกพิมพ์ นอกจากนี้ใช้เป็นสารประกอบในการผลิตสารกำจัดแมลงบางชนิด และใช้การหลอมโลหะบางชนิดอย่างเช่น ตะกั่ว ทองแดง และสังกะสี เป็นต้น
ปัจจุบันแคดเมียมเป็นโลหะที่ถูกนำมาใช้กันมาก เนื่องจากสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ที่พบในชุบสังกะสี ซึ่งใช้แคดเมียมผสมกับโลหะอื่น เพื่อเพิ่มความเหนียวและทนทานต่อการสึกกร่อน ใช้ทำแบตเตอรี่อัลคาไลน์ โดยการใช้ร่วมกับนิกเกิลเพื่อใช้ในการทำเม็ดสี พลาสติก ยาง และหมึกพิมพ์ นอกจากนี้ใช้เป็นสารประกอบในการผลิตสารกำจัดแมลงบางชนิด และใช้การหลอมโลหะบางชนิดอย่างเช่น ตะกั่ว ทองแดง และสังกะสี เป็นต้น
ลักษณะ
พิเศษของแคดเมียมคือ มีจุดหลอมเหลวต่ำ อยู่ที่ 302 องศาเซลเซียส
และมีคุณสมบัติละลายได้ทั้งในกรดอินทรีย์ และกรดอนินทรีย์ อย่างเช่น
กรดของน้ำมะนาวหรือกรดของน้ำส้มสายชู
และเมื่อนำแคดเมียมมาเผาจะได้แคดเมียมออกไซด์ซึ่งมีสีน้ำตาล
ในอากาศที่มีความชื้น แคดเมียมจะถูกออกซิไดซ์ช้า ๆ ให้แคดเมียมออกไซด์
ในธรรมชาติแคดเมียมมักจะอยู่รวมกับกำมะถันเป็นแคดเมียมซัลไฟด์
หรือเจือปนอยู่ในสินแร่สังกะสี ตะกั่ว หรือทองแดง
การนำเอาแคดเมียมมาใช้จะทำให้มีการปนเปื้อนของแคดเมียมในสิ่งแวดล้อม
ทั้งในอากาศ น้ำ ดิน รวมทั้งในอาหารด้วย
และเมื่อเกิดการสะสมในร่างกายมากเกินไปสารชนิดนี้จะส่งผลร้ายต่อร่างกาย
กลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคอิไตอิไต
โรค
อิไตอิไตเป็นโรคที่มักจะเกิดกับผู้ที่มีโอกาสสัมผัสหรือเสี่ยงกับสารชนิดนี้
ตัวอย่างเช่นผู้ที่ทำงานอยู่ในอุตสหกรรมที่มีการใช้และต้องสัมผัสกับ
แคดเมียมโดยตรงได้แก่ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ ผลิตแบตเตอรี่อัลคาไลน์
หรือผู้ที่ต้องอยู่กับงานไฟฟ้า เชื่อมหรือหลอมโลหะ ทาสี
งานชุบสังกะสีเป็นต้น แต่ในปัจจุบันความเสี่ยงยิ่งเข้ามาใกล้ตัวมาขึ้น
จากการรับประทานอาหารโดยใช้ภาชนะที่เป็นโลหะเคลือบสี อย่างเช่น ส้มตำถาด
อาหารที่อยู่ในจานชามโลหะเคลือบสี หากในอาหารมีส่วนผสมของกรดน้ำมะนาวหรือ
กรดน้ำส้มสายชูก็อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะได้รับสารแคดเมียมสะสมในร่าง
กายจนเกิดโรคอิไตอิไตได้เช่นกัน
โรคอิไตอิไต กับอาการที่ปรากฏ
เมื่อ
แคดเมียมเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตโดยจะไปจับกับแกม
ม่าโกลบุลิน (Grammar-globulin)
และจะมีแคดเมียมบางส่วนจะไปจับกับฮีโมโกลบิน หรือ เมทัลโลไธโอนีน
(metallothionein) ในเม็ดเลือดแดง
โดยแคดเมียมส่วนใหญ่จะไปสะสมอยู่ในไตและบางส่วนที่ไปสะสมยังตับอ่อนและต่อม
ไทรอยด์ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะถูกขับถ่ายออกทางปัสสาวะ
ใน
การตรวจเพื่อเฝ้าระวังปัญหาพิษจากแคดเมียมจึงไม่ใช้การตรวจหาปริมาณแคดเมียม
ในเลือดหรือในปัสสาวะ แต่ใช้การตรวจปริมาณโปรตีนที่ขับออกมาในปัสสาวะ
โดยเฉพาะเบตาไมโครโกรบูลิน
จากการศึกษาพบว่าการดูดซึมของแคดเมียมในระบบทางเดินอาหารเป็นไปได้น้อยมาก
ประมาณร้อยละ 5-10 ของปริมาณแคดเมียมที่กินเข้าไป
การดูดซึมแคดเมียมในลำไส้จะดีขึ้นถ้าปริมาณแคลเซียมในอาหารต่ำ
สำหรับการดูดซึมแคดเมียมในปอดโดยการหายใจสูดดม แคดเมียมจะถูกดูดซึมได้มากขึ้นถึงร้อยละ 10-40 และถ้าหากร่างกายมนุษย์มีปริมาณของแคดเมียมสูงเกินไปจะทำให้เกิดอันตรายต่อ ไตขึ้นได้โดยที่จะทำให้เกิดการทำลายเนื้อไต ทำให้มีโปรตีน กรดอะมิโนและแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดเป็นนิ่วในปัสสาวะได้ และถ้าหากติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของกระดูกในที่สุด
สำหรับการดูดซึมแคดเมียมในปอดโดยการหายใจสูดดม แคดเมียมจะถูกดูดซึมได้มากขึ้นถึงร้อยละ 10-40 และถ้าหากร่างกายมนุษย์มีปริมาณของแคดเมียมสูงเกินไปจะทำให้เกิดอันตรายต่อ ไตขึ้นได้โดยที่จะทำให้เกิดการทำลายเนื้อไต ทำให้มีโปรตีน กรดอะมิโนและแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดเป็นนิ่วในปัสสาวะได้ และถ้าหากติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของกระดูกในที่สุด
นอก
จากนี้หากได้รับแคดเมียมเข้าสู่ร่างกายในปริมาณสูงอย่างเฉียบพลันก็อาจจะทำ
ให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ มีน้ำลายไหล
ปวดท้อง ช็อก มีอาการเจ็บหน้าอก หายใจสั้น มีกลิ่นโลหะในปาก
ไอมีเสมหะเป็นฟองหรือมีเสมหะเป็นเลือด อ่อนเพลีย ปวดเจ็บขา
ต่อมาปัสสาวะจะเริ่มน้อยลงและมีไข้ จากนั้นจะเกิดอาการปอดอักเสบ
จากนั้นตับและไตจะถูกทำลาย
ซึ่งถ้าหากเกิดอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์โดยด่วนเพื่อทำการรักษาต่อไปค่ะ
วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคอิไตอิไต
ผู้
ป่วยที่ได้รับพิษจากแคดเมียมสามารถไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย
โดยใช้วิธีการอย่างเช่น การฉายภาพรังสีทรวงอก ตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด
ตรวจปัสสาวะ และเลือด เพื่อหาระดับของแคดเมียมที่อยู่ในร่างกาย โดย
องค์การอนามัยโลกได้กำหนดค่ามาตรฐานของแคดเมียมในร่างกายไว้ที่ดังนี้
หากเป็นคนปกติทั่วไปต้องมีระดับแคดเมียมในปัสสาวะ < 2 ไมโครกรัม/กรัม
ครีอะตินีน และไม่เกิน 10 ไมโครกรัม/กรัม ครีอะตินีน
และต้องมีระดับแคดเมียมในเลือด 5 ไมโครกรัม/ลิตร แต่ไม่เกิน 10
ไมโครกรัม/ลิตร
วิธีการรักษาโรคอิไตอิไต
โรคอิไตอิไตแบ่งออกเป็นอาการพิษแบบเฉียบพลัน และอาการพิษแบบเรื้อรัง ซึ่งวิธีการรักษาในแต่ละประเภทก็แตกต่างกันออกไป ดังนี้
อาการพิษแบบเฉียบพลัน
วิธีการรักษา
หาก
ผู้ป่วยได้รับพิษแคดเมียมผ่านทางการหายใจ
ควรนำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีสารแคดเมียมอยู่ในอากาศและนำส่งโรงพยาบาลโดย
ด่วน ซึ่งเมื่อถึงมือแพทย์แล้ว แพทย์จะทำการรักษาอาการปอดบวมน้ำ (Pulmonary
edema) และจะให้แคลเซียมไดโซเดียมอีดีเทต (Calcium disodium edetate) เช่น
อีดีทีเอ (EDTA) ทางหลอดเลือดดำ หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ในปริมาณ 25
มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 1 สัปดาห์ และอาจให้ซ้ำอีกครั้งได้
หาก
ผู้ป่วยได้รับพิษแคดเมียมผ่านทางการรับประทาน ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
ให้ผู้ช่วยเหลือให้นมหรือไข่ที่ตีแล้วแก่ผู้ป่วย
เพื่อลดการระคายเคืองของทางเดินอาหาร หลังจากนั้นให้นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล
แพทย์จะให้ทำการถ่ายท้องด้วย Fleet's Phosphosoda (เจือจาง 1:4 ด้วยน้ำ)
30-60 มิลลิลิตร เพื่อลดการดูดซึมแคดเมียม
ซึ่งถ้าหากอาการยังไม่ดีขึ้นก็จำเป็นที่จะต้องให้แคลเซียมไดโซเดียมอีดีเทต
(Calcium disodium edetate) เช่น อีดีทีเอ (EDTA)
เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่ได้รับพิษแคดเมียมทางการหายใจ
เมื่ออาการดีขึ้นแล้วจึงจะเริ่มรักษาอาการของตับ และไตที่ถูกทำลายต่อไป
อาการพิษแบบเรื้อรัง
วิธีการรักษา
หาก
ผู้ป่วยได้รับพิษแคดเมียมและมีอาการเรื้อรังก็อาจจะทำให้อาการกระดูกเสื่อม
และผิดรูปไปได้ ซึ่งสามารถด้วยวิธีการรักษาแบบ ไคโรแพรคติก (Chiropractic)
ซึ่งเป็นการจัดกระดูกสันหลังที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคให้กลับคืนสู่
ตำแหน่งเดิม วิธีนี้จะทำให้อาการของโรคดีขึ้นได้
แต่ถ้าหากพิษเรื้อรังนั้นเข้าสู่ระบบหายใจก็จะทำให้ปอดถูกทำลายอย่างรวดเร็ว
จนเกิดอาการปอดอักเสบเรื้อรังหรือเฉียบพลันได้
อาการในขั้นนี้จะมีทั้งการไอแห้ง ๆ อาการแพ้
ระคายเคืองบริเวณลำคอและโพรงจมูก ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หนาวสั่น
และเจ็บหน้าอก
และหากเข้าขั้นวิกฤตก็อาจจะถึงขนาดที่ตับหรือไตวายเฉียบพลันได้
และย่อมส่งผลถึงการติดเชื้อในกระแสโลหิต และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ดังนั้นหากเริ่มมีอาการเริ่มแรกของอาการปอดอักเสบควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการ
ตรวจวินิจฉัยและทำการรักษาต่อไปค่ะ
โรคอิไตอิไต ป้องกันได้หรือไม่
โรค
อิไตอิไตเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสาร
แคดเมียมโดยตรงไม่ว่ากรณีใดก็ตาม
ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงตัวเราเท่านั้นที่ทำให้หลีกไกลจากสารแคดเมียมได้
แต่กลุ่มอุตสาหกรรมก็ต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบอย่างจริงจังเช่นกัน
โดยวิธีที่ดีที่สุดก็คือการลดปริมาณการใช้สารแคดเมียม
หรือใช้สารทดแทนในกรณีที่ทำได้ และควรหลีกเลี่ยงอาหารและน้ำ
หรืออยู่ในบริเวณที่มีสารแคดเมียม งดใช้ภาชนะ
วัสดุหรือสิ่งของที่มีแคดเมียมปนเปื้อนอยู่
หากต้องเข้าไปอยู่ใกล้บริเวณที่มีสารแคดเมียมกระจายอยู่ในอาการก็ควรใช้
หน้ากากป้องกันสารพิษเพื่อป้องกันพิษจากแคดเมียมด้วยค่ะ
ไคโรแพรคติก (Chiropractic) รักษาโรคอิไตอิไตได้จริงหรือ?
แม้
ว่ายังไม่มีการพิสูจน์ใด ๆ พิสูจน์ได้ว่า การรักษาโรคอิไตอิไต
ด้วยวิธีไคโรแพรคติก (Chiropractic)
ซึ่งเป็นวิธีนวดจัดกระดูกด้วยมือนั้นจะสามารถทำให้หายจากโรคนี้ได้
แต่การรักษาด้วยวิธีนี้ก็เป็นการช่วยทำให้ในการปรับสมดุลของร่างกายได้
และทำให้อาการความเป็นพิษของแคดเมียมลดลงได้ระดับหนึ่ง
แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อนทำการรักษาด้วยวิธีนี้เพราะใน
กลุ่มผู้ที่เป็นโรคอิไตอิไตนั้นจะมีอาการของภาวะกระดูกเสื่อมร่วมด้วย
ซึ่งอาจทำให้กระดูกเกิดความเสียหายจากการรักษาได้ค่ะ
กินส้มตำถาดอย่างไรให้ห่างไกลโรคอิไตอิไต
ถึง
แม้ว่าสารแคดเมียมจะมีความอันตราย
แต่ก็เชื่อว่าคงมีอีกหลายคนที่ไม่อาจหักห้ามใจให้เลิกกินเจ้าส้มตำถาดได้ใช่
ไหมคะ
ดังนั้นเพื่อให้เราปลอดภัยจากโรคอิไตอิไตเราก็ควรที่จะระมัดระวังตัวให้มาก
ขึ้นกว่าเดิม โดยการหลีกเลี่ยงการกินส้มตำถาดที่ใช้ถาดโลหะเคลือบสี
หรือถาดที่ทำจากพลาสติกนะคะ
ได้
รู้จักโรคอิไตอิไตกันมากขึ้นแล้ว
หวังว่าหลายคนที่กำลังชื่นชอบส้มตำถาดสีก็คงจะเริ่มระมัดระวังกันมากขึ้น
แล้วนะคะ รวมทั้งผู้ที่ทำงานซึ่งเกี่ยวข้องกับสารแคดเมียม
แม้ว่าโรคนี้จะไม่แสดงอาการป่วยให้เห็นในระยะเวลาอันสั้น
แต่หากสะสมเข้าไปมาก ๆ นานหลายสิบปี
อันตรายที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายของเรานั้นนับว่าน่ากลัวจริง ๆ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)













