แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรไทย แสดงบทความทั้งหมด

กินผักตำลึง ช่วยรักษาโรคเบาหวาน

แนะประชาชนกินตำลึง เพราะมีประโยชน์ในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ อย่างการช่วยรักษาโรคเบาหวาน

          นางฉวีวรรณ ชมภูเขา นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าว ว่า ตำลึง หรือที่ชาวอีสานส่วนใหญ่เรียกว่า ผักดำเนิน นอกจากรับประทานเป็นผักใช้ประกอบอาหารได้แล้ว ตำลึงยังมีประโยชน์ในแง่การป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้อีกด้วย เช่น ใช้ผักตำลึงช่วยรักษาโรคเบาหวาน โดยใช้เถาแก่ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ หรือจะใช้น้ำคั้นจากผลดิบ ดื่มวันละ 2 รอบ เช้า - เย็น จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เพิ่มระดับอินซูลิน และตำลึงยังช่วยบำรุงเลือดและป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดได้อีกด้วย

          นางฉวีวรรณ ชมภูเขา กล่าวต่อไป ว่าตำลึงเป็นพืชที่มีอยู่ทั่วไป ทั้งเกิดตามธรรมชาติ ตามเรือกสวนและยังปลูกง่าย การบริโภคตำลึงเป็นอาหารไม่ว่าจะประกอบอาหารประเภท นึ่ง ลวก หรือแกงกับเนื้อสัตว์อื่นๆ ล้วนได้ประโยชน์ทั้งทางยาและโภชนาการด้วยกันทั้งสิ้น


          ที่มา: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

งาขี้ม่อน คุณภาพคับแก้ว


          หากใครที่เป็นชาวเหนือ คงจะรู้จัก “งาขี้ม่อน” กันเป็นอย่างดี แต่สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จัก มีของดีเม็ดเล็กๆ จะมากระซิบบอกกัน

          เพราะ “งาขี้ม่อน” หรือ “งาม้อน” มีสรรพคุณทางยามากมาย แต่ก่อนอื่นนั้น เราไปเริ่มต้นทำความรู้จักเจ้างาขี้ม่อนกันก่อน

         “งาขี้ม่อน” หรือ “งาม้อน” เป็นพืชจำพวกเดียวกับกะเพรา โหระพา ใบแมงลัก พบว่าปลูกอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทยมานานแล้ว เมล็ดของงาขี้ม่อนจะมีขนาดเล็กๆ กลมๆ ขนาดใกล้เคียงกับเมล็ดงา คนภาคเหนือจะนำไปแปรรูปได้หลายอย่าง อาทิ ทำเป็นงาขี้ม่อนแผ่น (คล้ายๆ กับถั่วตัด) นำไปคั่ว นำไปคลุกกับข้าวเหนียว หรือผสมกับข้าวหลามเป็นข้าวหลามงาขี้ม่อน แล้วก็ยังมีการนำมาทำเป็นชางาขี้ม่อน หรือในช่วงหลังๆ มีการดัดแปลงนำมาทำเป็นคุกกี้งาขี้ม่อน ทำให้สามารถหากินได้ง่ายมากขึ้น

          “งาขี้ม่อน” มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง มีฟอสฟอรัสและแคลเซียมสูง อุดมไปด้วยวิตามินบี และมีสารเซซามอล ที่เชื่อกันว่ามีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งและทำให้ร่างกายแก่ช้าลง

          สรรพคุณของงาขี้ม่อน หากกินเมล็ดจะช่วยชูกำลัง ทำให้ร่างกายอบอุ่น แก้ท้องผูก ลดไขมันในเลือด ส่วนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาช่วยต้านแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา เป็นยาระบาย ลดบวม ลดอุณหภูมิร่างกาย ลดระดับคอเลสเตอรอล ลดไตรกลีเซอไรด์

          นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยออกมาล่าสุด พบว่า ในน้ำมันงาขี้ม่อน มีทั้งโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย หากพูดถึงโอเมก้า 3 หลายคนอาจจะนึกถึงน้ำมันปลาที่สกัดจากปลาทะเลน้ำลึกที่มีสรรพคุณช่วยบำรุง สมอง แต่คนที่อยู่ตามยอดดอยต่างๆ ที่อยู่ห่างไกลทะเล ก็ไม่ได้ขาดโอเมก้า 3 เพราะว่าได้รับมาจากงาขี้ม่อนนั่นเอง

         ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์
         ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

คุณประโยชน์จากข้าวกล้อง


          หากเรารับประทานข้าวกล้องจะได้ วิตามินบีรวม ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการอ่อนเพลีย แขน ขาไม่มีแรง ปวดกล้ามเนื้อ โรคผิวหนังบางชนิด บำรุงสมองทำให้เจริญอาหาร ได้วิตามินบี 1

          หากเรารับประทานข้าวกล้องจะได้ วิตามินบีรวม ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการอ่อนเพลีย แขน ขาไม่มีแรง ปวดกล้ามเนื้อ โรคผิวหนังบางชนิด บำรุงสมองทำให้เจริญอาหาร ได้วิตามินบี 1 ซึ่งถ้ากินเป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคเหน็บชาได้ ได้วิตามิน บี 2 ป้องกันโรคปากนกกระจอก ได้ฟอสฟอรัส ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน ได้แคลเซียม ทำให้กระดูกแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นตะคริว ได้ทองแดง สร้างเมล็ดโลหิต และเฮโมโกลบิน ได้ธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง ได้โปรตีน ช่วยเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ ได้ไขมัน ให้พลังงานแก่ร่างกาย ไขมันในข้าวกล้องเป็นไขมันที่ดี ไม่มีคอเลสเตอรอล  ได้ไนอะซิน ช่วยระบบผิวหนังและเส้นประสาท และป้องกันโรคเพลลากรา (โรคที่เกิดจากการขาดไนอะซิน จะมีอาการท้องเสีย ประสาทไหว โรคผิวหนัง)  ได้ คาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานแก่ร่างกาย  ได้กากอาหาร ข้าวกล้องมีกากอาหารมาก ซึ่งจะทำให้ท้องไม่ผูก และช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้อีกด้วย วิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ ในข้าวกล้องจะช่วยให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

         
          ที่มา : เว็บไซต์เดลินิวส์ออนไลน์
            ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

ข้าวกล้องงอก ต้านโรคอัลไซเมอร์



          การบริโภคข้าวกล้องงอก ซึ่งมีสารกาบามากกว่าข้าวกล้องปกติ 15 เท่า จะสามารถป้องกันการทำลายสมอง และโรคสูญเสียความทรงจำ หรืออัลไซเมอร์

          จากการศึกษาและวิจัยพบว่า การ บริโภคข้าวกล้องงอก ซึ่งมีสารกาบามากกว่าข้าวกล้องปกติ 15 เท่า จะสามารถป้องกันการทำลายสมอง และโรคสูญเสียความทรงจำ หรืออัลไซเมอร์ ดังนั้นจึงมีการนำสารกาบามาใช้ในวงการแพทย์เพื่อการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบ ประสาทต่าง ๆ หลายโรค เช่น โรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ โรคลมชัก เป็นต้น รวมทั้งผลการวิจัยด้านสุขภาพระบุว่า ข้าวกล้องงอกที่ประกอบด้วยสารกาบามีผลช่วยลดความดันโลหิต ลดไลโปรตีน คอเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นต่ำในเลือด ลดน้ำหนัก ลดอาการอัลไซเมอร์ ทำให้ผิวพรรณดี และใช้บำบัดโรคเกี่ยวกับระบบประสาทส่วนกลางได้อีกด้วย


          ที่มา: เว็บไซต์เดลินิวส์ออนไลน์
           ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

น้ำเสาวรส ลดการอักเสบในผู้สูงอายุ


         เสาวรสเป็นผลไม้เขตร้อนที่สามารถรับประทานผลสดได้ ทางการแพทย์เสาวรสมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญหลายชนิด เช่น ฟลาโวนอยด์ ใบจะมีสารกลุ่มอัลคาลอยด์ และฮาร์แมน ใช้ลดความดันโลหิต ดอกมีฤทธิ์เป็นยาระงับประสาทอย่างอ่อน ช่วยให้นอนหลับ เสาวรสมีวิตามินเอสูง ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด แก้โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ มีแคโรทีนอยด์และวิตามินซีสูงกว่ามะนาว ที่สำคัญสารสกัดจากเสาวรสมีฤทธิ์ช่วยต้านมะเร็ง
 
          ที่ผ่านมา ยังมีรายงานเกี่ยวกับเสาวรสในเรื่องผลของการบริโภคต่อสุขภาพผู้สูงอายุไม่มากนัก ดังนั้น สำนัก งานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงสนับสนุนโครงการวิจัยเรื่อง "ผลของน้ำเสาวรสต่อการต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบในผู้สูงอายุ" มี ดร.ศุภวัชร สิงห์ทอง สังกัดคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็น หัวหน้าศึกษาสารออกฤทธิ์ของเสาวรสชนิดเปลือกสีม่วงและสีเหลืองในหลอดทดลอง และศึกษาผลการดื่มน้ำเสาวรสต่อความสามารถต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุ

          ดร.ศุภวัชรเปิดเผยว่า เมื่อนำเสาวรสชนิดเปลือกสีเหลืองและสีม่วงมาสกัดด้วยน้ำ และ 80% เอทานอล แล้วตรวจหาสารออกฤทธิ์สำคัญ พบว่าเสาวรสทั้ง 2 ชนิด มีสารรูติน (สารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติผลึกสีเหลือง) ไพโรแกลลอล (สารประกอบฟีนอลชนิดหนึ่ง) และกรดแกลลิก และพบว่า เสาวรส เปลือกสีเหลืองที่สกัดด้วย 80% เอทานอล มีปริมาณฟีนอลิกสูงที่สุด ยับยั้งอนุมูลไฮดรอกซีได้ดีที่สุด ส่วนเสาวรสเปลือกสีม่วงที่สกัดด้วย 80% เอทานอล มีฟลาโวนอยด์และมีฤทธิ์กำจัด ไนตริกออกไซด์สูงที่สุด เสาวรสเปลือกม่วงที่สกัดด้วยน้ำกลั่นมีฤทธิ์กำจัดไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์สูง ที่สุด

          สำหรับการศึกษาในผู้สูงอายุพบว่า ชาย และหญิงสูงอายุ ที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกม่วงและเปลือกเหลือง มีตามินซีในซีรัมลดลงหลังการดื่มอย่างมีนัยทางสถิติ ส่วนฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยรวมพบว่า ในหญิงสูงอายุมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น เมื่อดื่มน้ำเสารสทั้งสองชนิด ขณะที่ปริมาณไซโตไคน์ ซึ่งเป็นสารสื่อกลางการอักเสบลดลงในชายสูงอายุ ที่ดื่มน้ำเสาวรสทั้งสองชนิดและในหญิงสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกม่วง และ ปัจจัยที่เป็นเนื้อร้าย เนื้องอกลดระดับลงอย่างมีนัยสำคัญในชายสูงอายุ ที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกสีเหลืองและหญิงสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกม่วง ตรงกับการศึกษาว่า สารฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ

          งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านผลไม้ไทย เพื่อนำมาช่วยส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ให้ประชาชนปลูกและบริโภคเสาวรสกันมากขึ้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ข้าวก่ำพะเยา มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง


          แพทย์ มช. คิดค้นงานวิจัยเบื้องต้นของข้าวก่ำ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ข้าวก่ำน่าน พะเยา และดอยสะเก็ด เพื่อประเมินฤทธิ์ความเป็นพิษในสารสกัดจากข้าวก่ำ รวมทั้งศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดข้าวก่ำเมื่อใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด ป้องกันและรักษาโรคมะเร็งในอนาคต

          รศ.ดร.พญ.รัตนา บรรเจิดพงศ์ชัย อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการรายงานถึง สารสกัดจากข้าวก่ำมีฤทธิ์ในการช่วยการทำหน้าที่ของไต ภาวะซีด เบาหวาน หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินของโลหิต ช่วยในเรื่องที่เกี่ยวกับสายตา หรือทางแพทย์แผนจีน แต่ผลของข้าวก่ำในเรื่องของโรคมะเร็ง ยังไม่มีใครศึกษา จึงได้รวมกลุ่มกันในภาควิชาโดย ผศ.ดร.ธีระ ชีโวนรินทร์ เป็นหัวหน้ากลุ่มในงานวิจัย และได้รับทุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ในการทำงานวิจัยชิ้นนี้

          เริ่มจากการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดข้าวก่ำ (ข้าวเหนียวดำ) โดยใช้สารสกัด 2 อย่าง คือเมธานอลกับไดคลอโรมีเทน ของข้าวก่ำ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวก่ำน่าน พะเยา และดอยสะเก็ด โดยใช้ข้าวขาว กข 6 เป็นกลุ่มควบคุมทำการทดสอบเปรียบเทียบและดูฤทธิ์ของการต้านมะเร็ง

          โดยที่ศึกษาในเซลล์มะเร็งตับ และเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากของมนุษย์ ซึ่งเป็นการทดสอบในหลอดทดลอง เทียบกับเซลล์ปกติคือเซลล์สร้างเส้นใยที่มาจากในหนู ทำการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดว่าเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งหรือไม่ ในแง่ของการต้านหรือฆ่าเซลล์มะเร็ง จึงเป็นที่มาของการศึกษาการใช้ต้นแบบเซลล์มะเร็ง 2 ชนิด

          โดยใช้สารสกัด 2 อย่าง ได้แก่ เมธานอลกับไดคลอโรมีเทน และเมื่อเทียบกับเซลล์ปกติ ผลปรากฏว่าสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ แต่ไม่มีฤทธิ์ทำลายหรือฆ่าเซลล์ปกติ สารสกัดออกฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ แต่มีผลกับเซลล์มะเร็งตับมากกว่าเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก และสารสกัดเมธานอลของข้าวก่ำพะเยามีฤทธิ์สูงสุด และเมื่อความเข้มข้นของสารสกัดเมธานอลข้าวก่ำพะเยาเพิ่มขึ้น เซลล์มะเร็งตับก็ตายเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นจึงศึกษาต่อในเซลล์มะเร็งของตับมนุษย์ โดยปกติการรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่มีการกระจายมักจะใช้ยาเคมีบำบัด ซึ่งพบว่ามีผลข้างเคียงมาก อาทิ ผมร่วง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด


          ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

ผักบุ้งไทย ยอดสรรพคุณทางยา


          สรรพคุณทางยามากกว่าผักบุ้งจีน แต่จะมีแคลเซียมและเบต้าแคโรทีน น้อยกว่าผักบุ้งจีน หากรับประทานสด ๆ ได้ จะทำให้คุณค่าของวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้ไม่เสียไปกับความร้อน
          ผักบุ้ง สรรพคุณ มีมากมาย โดยในผักบุ้ง 100 กรัม จะให้พลังงาน 22 กิโลแคลอรี และประกอบด้วยเส้นใย วิตามิน และแร่ธาตุอื่น ๆ อีก เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ผักบุ้งไทยนั้นจะมีวิตามินซีสูง และสรรพคุณทางยามากกว่าผักบุ้งจีน แต่จะมีแคลเซียมและเบต้าแคโรทีน น้อยกว่าผักบุ้งจีน หากรับประทานสด ๆได้ จะทำให้คุณค่าของวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้ไม่เสียไปกับความร้อน ประโยชน์ของผักบุ้งช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส มีน้ำมีนวล ช่วยชะลอวัยความแก่ชรา และการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ช่วยบำรุงสายตา รักษาอาการตาต้อ ตาฝ้าฟาง ตาแดง สายตาสั้น อาการคันนัยน์ตาบ่อย ๆ เป็นต้น


          ที่มา : เว็บไซด์เดลินิวส์ออนไลน์
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

เม็ดแมงลัก สมุนไพรเด็ด ช่วยให้หุ่นสวย สุขภาพดี


         ในปัจจุบันมีผู้คนสนใจการ รับประทานอาหารสมุนไพรเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น และสมุนไพรบางตัวยังช่วยในเรื่องการขับถ่าย ส่งผลให้ผู้รับประทานมีผิวพรรณ และรูปร่างที่ดีอีกด้วย ซึ่งเม็ดแมงลักเป็นหนึ่งในเมนูสุขภาพที่มีสาว ๆ ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก เพราะเชื่อกันว่า เม็ดแมงลักมีสรรพคุณช่วยเรื่องการลดความอ้วน แต่การรับประทานเม็ดแมงลักดีจริงหรือไม่ วันนี้กระปุกดอทคอมมีคำตอบมาฝากกันค่ะ

          ก่อนจะไปดูเรื่องสรรพคุณของเม็ดแมงลัก เรามาทำความรู้จักกับต้นแมงลักกันก่อนดีกว่า แมงลัก เป็นพืชล้มลุกในสกุลกะเพรา-โหระพา ลักษณะของต้นแมงลักจะคล้ายต้นกะเพรา แต่กลิ่นและใบจะมีสีอ่อนกว่า ลำต้นของแมงลัก จะสูงประมาณ 65 เซนติเมตร มีกลิ่นหอมทุกส่วน ใบเป็นใบเดี่ยว รูปร่างรี ขอบใบเรียบหรือหยักมน ดอกออกช่ออยู่ปลายยอด กลีบดอกมีสีขาว และร่วงง่าย ผลเป็นผลชนิดแห้ง ภายในมี 4 ผลย่อย เรียกว่า เม็ดแมงลัก มีลักษณะกลมยาวสีดำ มีเมือกห่อหุ้ม

ประโยชน์ของเม็ดแมงลัก

          เม็ด แมงลัก ถือเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีราคาถูก และหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไป และเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นสมุนไพร ย่อมต้องมีสรรพคุณดี ๆ ที่น่าสนใจหลายอย่าง ส่วนประโยชน์ของเม็ดแมงลักจะมีอะไรบ้างมาดูกันเลยค่ะ

          เม็ดแมงลัก ช่วยขับคอเลสเตอรอลไม่ดีออกจากร่างกาย โดย เส้นใยของแมงลักจะดูดซับไขมันไว้ เมื่อร่างกายไม่สามารถย่อยกากใยพวกนี้ได้ ไขมันไม่ดี (LDL-cholesterol) ก็จะถูกขับออกมาพร้อมกับเส้นใยของแมงลัก แต่ไม่มีผลใด ๆ ต่อ HDL-cholesterol ที่เป็นไขมันดี ดังนั้นการรับประทานเม็ดแมงลักเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจด้วย

          เม็ดแมงลัก มีลักษณะนิ่ม ลื่น กลืนง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาช่วงลำคอ และการที่เม็ดแมงลักพองตัวมาก ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ช้าลง จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องการให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลลดลงด้วย

          เม็ดแมงลัก มีสรรพคุณเป็นยาระบาย เนื่อง จากบริเวณเปลือกนอกของเม็ดเป็นสารเมือกขาว และยังมีกากอาหาร ทำให้อุจจาระไม่เกาะลำไส้ ซึ่งช่วยให้ผู้รับประทานสามารถขับถ่ายได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเม็ดแมงลักจะไปกระตุ้นประสาทที่อยู่รอบ ๆ ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทำให้เกิดปวดท้องหนัก

          เม็ดแมงลัก มีสรรพคุณในการควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากเม็ดแมงลักไม่ก่อให้เกิดพลังงาน และสามารถพองตัวได้ถึง 45 เท่า ดังนั้นเมื่อนำมารับประทานก่อนอาหารก็จะช่วยให้รู้สึกอิ่มท้อง และสามารถควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทานได้เป็นอย่างดี

การรับประทานเม็ดแมงลักลดความอ้วน

          เม็ดแมงลักอาจไม่ได้มีสรรพคุณในการลดน้ำหนักโดยตรง แต่หากต้องการตัวช่วยเพื่อควบคุมการรับประทานอาหาร และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น เม็ดแมงลักก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจนะคะ ทั้งนี้ เม็ดแมงลัก สามารถรับประทานได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรด้วย

 วิธีการรับประทานเม็ดแมงลัก ให้ได้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ มีดังนี้

          ช่วยเรื่องการระบาย : ตักเม็ดแมงลัก 1-2 ช้อนชา แช่น้ำ 1 แก้วใหญ่ ทิ้งไว้จนกว่าจะพองเต็มที่ แล้วนำมารับประทานก่อนนอน ทานได้ทุกวัน หรือ 3-4 วันต่อสัปดาห์

          ช่วยเรื่องการลดน้ำหนัก : สำหรับคนน้ำหนัก 50-60 กิโลกรัม ให้ตักเม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา แช่น้ำ 1 แก้วใหญ่  ทิ้งไว้จนกว่าจะพองเต็มที่ ทานก่อนอาหาร ทดแทนอาหารเป็นบางมื้อ จะช่วยป้องกันการดูดซึมน้ำตาลในอาหารมื้อนั้นไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือด ถ้าน้ำหนักมากกว่านี้ให้เพิ่มตามส่วน

          สำหรับ คนที่ไม่ชอบทานเม็ดแมงลักแบบจืด ๆ ลองนำไปผสมกับเครื่องดื่มอื่น ๆ ก็อาจทำให้รับประทานได้ง่ายขึ้น เช่น น้ำขิง น้ำใบเตย น้ำเต้าหู้ หรือผสมกับเมนูอาหารอย่างโจ๊ก เป็นต้น

ข้อควรระวังในการรับประทานเม็ดแมงลัก

          ก่อนรับประทานต้องแน่ใจว่าแช่เม็ดแมงลักจนพองตัวเต็มที่แล้ว เพราะถ้ารับประทานเม็ดแมงลักที่ยังพองตัวไม่เต็มที่  เมื่อเม็ดแมงลักลงไปอยู่ในท้องก็จะดูดน้ำภายในช่องทางเดินอาหาร ทำให้เม็ดแมงลักจับตัวเป็นก้อนแข็ง และอุดตันลำไส้ จนทำให้เกิดการท้องผูก และท้องอืดมากขึ้น

          ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก หากรับประทานเม็ดแมงลักแทนมื้ออาหาร ควรเลือกรับประทานในบางมื้อ ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เป็นโรคขาดสารอาหารได้

          การรับประทานแมงลักพร้อมกับยาตัวอื่น ๆ จะมีผลทำให้ร่ายกายดูดซึมยาเหล่านั้นได้น้อยลง ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยากับเม็ดแมงลักพร้อม ๆ กัน โดยให้เลือกรับประทานยาก่อนสัก 15 นาที ค่อยตามด้วยการรับประทานเม็ดแมงลัก

          เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับเกร็ดความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับเม็ดแมงลัก เพียงแค่รับประทานเม็ดแมงลัก เราก็จะมีสุขภาพที่ดีควบคู่ไปกับการมีรูปร่างที่สวยงามด้วย ทั้งนี้ การจะลดน้ำหนักด้วยการรับประทานเม็ดแมงลัก ต้องทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย และการควบคุมอาหาร เนื่องจากเม็ดแมงลักไม่ได้ช่วยเรื่องการเผาผลาญแต่อย่างใด ดังนั้น หากจะรับประทานเม็ดแมงลักให้ได้ผล ควรทำอย่างถูกวิธีนะจ๊ะ

ที่มาจาก : ไทยโพสต์และ วิกิพีเดีย

ขิง สมุนไพรดี ๆ บำรุงธาตุไฟหน้าหนาว


ขิง บำรุงธาตุไฟหน้าหนาว (หมอชาวบ้าน)
โดย ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ปราจีนบุรี

          ฤดู หนาว เป็นช่วงเวลาของ "วาตะธาตุ" หรือธาตุลมมีลักษณะเย็นและแห้ง ส่งผลกระทบต่อธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ประกอบขึ้นเป็นชีวิตของคนเรา ใครที่มีธาตุทั้ง 4 สมดุล ก็อาจจะมีภูมิต้านทานกับการเปลี่ยนแปลงแห่งฤดูกาลได้มากกว่าคนอื่น ๆ

          สำหรับ คนที่มีวาตะธาตุเป็นเจ้าเรือน คือ คนที่ผอมแห้งแรงน้อย หรือคนชราก็จะยิ่งได้รับผลกระทบมากกว่าคนอื่น ๆ และรวมทั้งวัยเด็กที่มีเสมหะอันมีลักษณะเย็นขึ้นเป็นเจ้าเรือน ธาตุไฟซึ่งอ่อนแรงอยู่แล้ว ก็จะยิ่งอ่อนแรงลงไป ธาตุน้ำ และธาตุลมก็ยิ่งกำเริบร่วมกัน เสมหะก็จะเหนียวและแห้ง คนจะเจ็บป่วยด้วยอาการหวัด และอาการไอแห้ง ๆ รวมทั้งมีการกำเริบของหอบหืด ซึ่งเป็นผลพวงแห่งการมาเยือนของฤดูหนาว

          ดังนั้น ในเด็กและคนชราจึงเป็นกลุ่มคนที่จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิดในฤดูกาลนี้ และหนึ่งในสมุนไพรที่จะช่วยเพิ่มธาตุไฟในหน้าหนาวก็คือ "ขิง" นั่นเอง

          สำหรับ สมุนไพร "ขิง" ได้มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายอย่างยาวนาน อาทิ จีน ซึ่งเป็นชนชาติเก่าแก่ก็ได้มีการใช้ประโยชน์จากขิงมายาวนาน แพทย์จีนโบราณจัดขิงเป็นพืชรสเผ็ดอุ่น มีฤทธิ์แก้หวัดเย็น ขับเหงื่อ บำรุงกระเพาะ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ลดคอเลสเตอรอลที่สะสมในตับและหลอดเลือด

          ชาวจีน ทั่วไปจะรู้ดีว่าถ้าต้มขิงกับน้ำตาลอ้อยจะช่วยแก้หวัด ถ้าใช้ขิงสดปิดที่ขมับทั้งสองข้างจะช่วยแก้ปวดหัว และถ้าเอาขิงสดอมไว้ได้ลิ้นจะช่วยแก้อาการกระวนกระวาย แก้คลื่นไส้ อาเจียนได้ดี ในตำรับเภสัชของสาธารณรัฐประชาชนจีน พ.ศ. 2528 จึงบรรจุขิงทั้งขิงสด ขิงแห้ง และทิงเจอร์ขิงเป็นยาสมุนไพรแห่งชาติตัวหนึ่ง

          แพทย์จีนโบราณใช้ประโยชน์จากขิงสดและขิงแห้งในแง่มุมที่ต่างกัน โดยใช้ขิงแห้งในภาวะที่ขาดหยาง (ภาวะขาดหยาง คือ ภาวะที่ร่างกายมีอาการเย็น หนาวง่าย ทนต่อความเย็นได้น้อย การย่อยอาหารไม่ดี เป็นต้น)

          ขิง สดจะใช้เมื่อต้องการกำจัดพิษที่เกิดจากการติดเชื้อภายในร่างกาย โดยการขับพิษออกมาทางเหงื่อ ขิงสดช่วยทำให้ร่างกายปรับสภาพในภาวะที่ร่างกายมีอาการเย็นได้เช่นเดียวกับ ขิงแห้ง ช่วยลดการคลื่นไส้อาเจียน โดยใช้ขิงสด 30 กรัม (3 ขีด) สับให้ละเอียดต้มกินในขณะท้องว่าง นอกจากนี้ ขิงยังช่วยกำจัดพิษโดยการเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ช่วยขับเสมหะ โดยการใช้ขิงสดคั้นเอาแต่น้ำประมารครึ่งถ้วยผสมน้ำผึ้ง 30 กรัม (6 ช้อน) อุ่นให้ร้อนก่อนกิน

          อินเดีย คืออีกชาติหนึ่งที่มีการใช้สมุนไพรขิงอย่างแพร่หลาย ซึ่งการใช้ขิงแห้งและขิงสดไม่แตกต่างกัน โดยจะใช้ขิงทาถูนวดเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ใช้ขิงลดการอักเสบ แก้ปวด ลดอาการบวมน้ำ ใช้เป็นยากระตุ้นการอยากอาหาร เป็นยาช่วยย่อย ช่วยขับลมในลำไส้ ช่วยระงับอาการคลื่นไส้อาเจียน ช่วยกระตุ้นกำหนัด

          ตำรับยาทางอายุรเวทมีการใช้ขิงลดการบวมและการอักเสบของตับ คนพื้นเมืองอินเดียทั่วไปยังนิยมใช้น้ำคั้นจากขิงผสมน้ำผึ้ง และน้ำคั้นจากกระเทียมรักษาอาการหอบหืด ทั้งยังมีการใช้ขิงผงแห้งละลายน้ำอุ่นทาที่หน้าผากรักษาอาการปวดหัว

          แพทย์ชาวอาหรับโบราณก็ใช้ประโยชน์จากขิงคล้าย ๆ กัน แต่ที่แตกต่างคือ จะเน้นการใช้ขิงกระตุ้นความกำหนัด

          ส่วน คนยุโรปโดยทั่วไปจะใช้ชาขิงช่วยย่อย ช่วยรักษาอาการท้องอืดจากการดื่มเหล้า ช่วยขับลม ทั้งยังใช้รักษาโรคเกาต์ และกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต

          นักสมุนไพรรุ่นใหม่ของตะวันตก มักแนะนำให้ใช้ขิงช่วยย่อยอาหาร ช่วยการไหลเวียนของโลหิต และลดการคลื่นไส้อาเจียนจากการเคลื่อนไหวที่ไม่สมดุล (motion sickness) รวมทั้งให้ใช้ลดการคลื่นไส้อาเจียนหลังการผ่าตัด และจากการแพ้ท้องได้บ้าง แต่คนท้องไม่ควรกินเป็นประจำ

          อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนทุกมุมโลกใช้ "ขิง" เหมือน ๆ กันคือ แก้หวัด และแก้ไอ
          "ขิง" มีชื่อวิทยาศาสตร์ Zingiber officinaie Rosc. มีสารหลายชนิดที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่

          มีการทดลองพบว่า น้ำขิงต้ม ทำให้เม็ดเลือดขาวชนิดแมกโครฟาจ (Macrophage) จับกินไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณค่าภูมิปัญญาอันเก่าแก่ในการการใช้ประโยชน์จาก ขิง

          "ขิง" จึงเป็นสมุนไพรแนะนำสำหรับการใช้เป็นเครื่องดื่มในฤดูกาลนี้ เพราะขิงเป็นสมุนไพรที่หาง่าย มีความปลอดภัยสูง ใช้กันมานาน คนทั่วไปคุ้นเคย กินง่าย ทำได้เอง
          ปัจจุบัน ขิงบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ และองค์การอนามัยโลกรับรอง "ขิง" รักษาหวัด แต่ก็มีข้อจำกัดการใช้ในคนท้อง และกินยาก ยกเว้นต้องซื้อจากบริษัทผู้ผลิตที่มีการควบคุมคุณภาพที่ดีพอ ดังนั้น กรณีเป็นหวัด น้ำขิงต้มเองจะดีที่สุด และเราสามารถตั้งตำรับของเราเองได้ตามใจชอบด้วย

 เคล็ดลับสุขภาพ

ตำรับ "น้ำขิง" พิชิตหวัด แก้ไอ

          ส่วนผสม : ขิงแก่สด 1 ถ้วย น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ น้ำสะอาด 3 ลิตร

          วิธีทำ

           ล้างขิงให้สะอาด แล้วนำมาทุบให้พอบุบ ๆ โดยไม่ต้องขูดเปลือกทิ้ง

           ต้มขิงกับน้ำให้เดือดแล้วลดไฟลง เคี่ยวด้วยไฟอ่อนไปเรื่อย ๆ จนน้ำขิงกลายเป็นสีเหลือง เติมน้ำตาล น้ำผึ้งตามใจชอบ

          สำหรับ คนไทย แน่นอนว่ารู้จักสมุนไพร "ขิง" เป็นอย่างดี เพราะเป็นเครื่องเทศที่นำมาปรุงเป็นอาหารได้สารพัด ช่วยทำให้อาหารหอมหวนชวนกิน ช่วยดับกลิ่นคาวในอาหาร และอยู่ในตำรับยารักษาโรคภัยไข้เจ็บได้มากมายหลายโรค ทั้งช่วยขับลม ช่วยย่อยอาหาร ช่วยขับเหงื่อ ขับน้ำนม ช่วยบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง ฯลฯ
          ดังนั้น ก่อนที่จะเจ็บป่วยเป็นอะไรไปในหน้าหนาวนี้ ต้มน้ำขิงกินกันไว้เลยดีกว่า

ที่มาจาก : หมอชาวบ้าน

หมากเม่า ผลไม้พื้นบ้าน ขจัดสารพิษ ต้านมะเร็ง


หมากเม่า (หมอชาวบ้าน)
โดย สุภาภรณ์ เลขวัต, อุบลวรรณา ศรีมงคลลักษณ์ ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

          หมากเม่า หรือ มะเม่า ผลไม้พื้นบ้านที่ให้ประโยชน์ได้หลายส่วน เป็นอีกหนึ่งตำรับยาไทยที่คนไทยควรรู้จัก
          ชื่อวิทยาศาสตร์ : Antidesma thwaitesianum Muell.Arg

          ชื่อวงศ์ : Euphorbiaceae

          ชื่อท้องถิ่น : มะ เม่า ต้นเม่า (ภาคกลาง) หมากเม่า (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) หมากเม้า บ่าเหม้า (ภาคเหนือ) เม่า หมากเม่าหลวง (พิษณุโลก) มัดเซ (ระนอง) เม่าเสี้ยน (ลำปาง) เป็นต้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (กรมส่งเสริมการเกษตร, 2550)

          ลำต้น : หมากเม่าเป็นไม้พุ่มต้นสูงประมาณ 5-10 เมตร เป็นไม้พื้นเมืองเนื้อแข็ง แตกกิ่งก้านเป็นจำนวนมาก กิ่งแขนงแตกเป็นพุ่มทรงกลม

          ใบ : เป็นใบเดี่ยว สีเขียวสด ปลายและโคนมนกลมถึงหยักเว้า ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบมันทั้ง 2 ด้าน แผ่นใบกว้าง 3.5-4.5 ซม. ยาว 5-7 ซม. แผ่นใบบางคล้ายกระดาษ มักออกใบหนาแน่นเป็นร่มเงาได้อย่างดี

          ดอก : ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลด คล้ายช่อพริกไทย จะออกตามซอกใบใกล้ยอดและปลายกิ่ง แยกเพศกันอยู่คนละต้น ยาว 1-2 ซม. ดอกมีขนาดเล็กสีขาวอมเหลือง มักจะออกดอกในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน

          ผล : ผลหมากเม่ามีขนาดเล็กเป็นพวง ภายใน 1 ผลประกอบด้วย 1 เมล็ด ผลดิบสีเขียวอ่อนหรือเขียวเข้ม มีรสเปรี้ยว พอสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและม่วงดำในที่สุด ผลสุกจะมีรสหวานอมเปรี้ยวปนฝาดเล็กน้อย

          ระยะเวลาออกดอกและติดผล : ออกดอกและติดผลช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ผลสุกช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน

แหล่งเพาะปลูก

          หมากเม่าพบได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศไทยมักพบตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และตามหัวไร่ปลายนา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบได้มากที่เทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร นิยมขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง

คุณประโยชน์

          ผลมะเม่าสุกมีปริมาณสารอาหาร วิตามิน กรดอินทรีย์ และกรดอะมิโนที่จำเป็นหลายชนิด และเมื่อนำผลมะเม่าสุกมาทำการวิเคราะห์ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระจำพวกสารแอ นโทไซยานินและสารกลุ่มโพลีฟีนอล พบว่า น้ำมะเม่า 100 กรัม มีสารแอนโทไซยานิน 299.9 มิลลิกรัม และสารโพลีฟีนอล 566 มิลลิกรัม ซึ่งมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ชะลอความแก่ชรา ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดอุดตันในสมอง และช่วยยับยั้งไม่ให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมหรือเปราะง่ายอีกด้วย

          การวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ศูนย์ทดสอบและมาตรวิทยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พบว่าคุณค่าทางด้านโภชนาการของน้ำคั้นจากผลมะเม่า 100 กรัม ประกอบด้วย


สารอาหาร  ปริมาณ
 ไขมัน  0.77 กรัม
 โปรตีน   0.19 กรัม
 ความชื้น  92.7 กรัม
 คาร์โบไฮเดรต            5.99 กรัม
 เส้นใย  0.02 กรัม
 วิตามินบี 1  0.221 มิลลิกรัม
 วิตามินบี 2  0.113 มิลลิกรัม
 วิตามินอี  0.13 มิลลิกรัม
 แคลเซียม  126.35 มิลลิกรัม
 เหล็ก  0.70 มิลลิกรัม



          กากมะเม่าหลังจากการคั้นน้ำยังคงอุดมด้วยสารที่มีประโยชน์ ได้แก่ สารประกอบฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน เป็นต้น

          นอกจากนี้ ยังพบว่ามะเม่ามีศักยภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและมีฤทธิ์ต้านเชื้อเอชไอวี (กัมมาล และคณะ, 2546)

ตำรายาไทย

          ใบและผล : ต้มน้ำอาบ แก้อาการซีดเหลือง โลหิตจาง

          ใบ : ทาแก้ปวดศีรษะ แก้โรคผิวหนัง ใบสดนำมาอังไฟประคบแก้อาการฟกช้ำดำเขียว

           ผล : ทำยาพอก แก้ปวดศีรษะ แก้ช่องท้อง บวม ใช้ผสมน้ำอาบแก้อาการไข้

          ต้นและราก : แก้กษัย บำรุงไต ขับปัสสาวะ แก้ตกขาว แก้ปวดเมื่อย

          * ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร, 2550 ; วุฒิ วุฒิธรรมเวช, 2540 อ้างอิงโดย สำนักหอสมุดและสำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2550

น้ำมะเม่าพร้อมดื่ม

     ส่วนผสม

           น้ำมะเม่า 2 ถ้วยตวง
           น้ำมะนาว 2 ช้อนชา
           น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา
           เกลือป่นเล็กน้อย

     ขั้นตอนการทำ

           1. นำมะเม่ามาล้างทำความสะอาด คั้นนาและกรองแยกกาก
           2. นำส่วนผสมมาผสมให้เข้ากัน ปรับแต่งรสชาติตามชอบ แช่เย็นก่อนดึ่ม

สูตรเด็ดเคล็ดลับจากอบเชย เพื่อสุขภาพที่ดี



          อบเชย สรรพคุณเครื่องเทศกลิ่นหอมหวาน สมุนไพรใกล้ตัวที่มีประโยชน์กับผิวพรรณ ช่วยฟื้นฟูความจำ แล้วยังเหมาะกับคนที่กำลังลดความอ้วนด้วยนะจะบอกให้

          อบเชย เป็นเครื่องเทศและสมุนไพรที่ถูกใช้ในครัวกันมานาน ด้วยความที่เป็นเครื่องเทศที่มีกลิ่นหอมหวาน ทำให้คนนิยมนำมาทำอาหารและขนมต่าง ๆ มากมาย แต่นอกจากจะมีประโยชน์ในการนำมาทำอาหารแล้ว อบเชยยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย วันนี้กระปุกดอทคอมจึงนำข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับประโยชน์ของอบเชย จากเว็บไซต์ health.com มาฝากกันค่ะ ไปดูกันเลยดีกว่าว่าประโยชน์ของอบเชยมีอะไรบ้าง


1. รักษาความจำ

          หมากฝรั่งที่มีส่วนผสมของอบเชย ไม่ได้เพียงแต่ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่นเพียงอย่างเดียว มีการศึกษาหนึ่งของมหาวิทยาลัยฮวีลลิง เยซูอิต พบว่า ผู้ที่เคี้ยวหมากฝรั่งที่มีส่วนผสมของอบเชยสามารถทำบททดสอบเกี่ยวกับความจำ ได้ดีมากกว่าคนที่เคี้ยวหมากฝรั่งรสชาติอื่นหรือคนที่ไม่ได้เคี้ยวหมากฝรั่ง ด้วย


2. บรรเทาอาการเจ็บคอ

          อาการไอสามารถบรรเทาได้ด้วยเครื่องดื่มผสมอบเชย โดย Lillian M. Beard ผู้เขียนหนังสือ Salt in Your Sock and Other Tried-and-True Home Remedies ได้อธิบายสูตรบรรอาการเจ็บคอด้วยอบเชยเอาไว้ว่า ให้นำแท่งอบเชยแช่ลงในน้ำเย็นประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วค่อย ๆ จิบ มิวซิเลจที่อยู่ในอบเชยและไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้จะไปช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้


3. เป็นของว่างสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนัก

          หากคุณเป็นคนที่ติดขนม แต่ต้องการลดน้ำหนักล่ะก็ อบเชยช่วยคุณได้ล่ะ โดยกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ ค้นพบว่าอบเชยเป็นเครื่องเทศที่ช่วยควบคุมความแปรปรวนของระดับน้ำตาลและลด ความหิวได้ แค่เพียงโรยอบเชยลงบนแอปเปิลอบก็จะได้ของว่างที่เหมาะสำหรับคนที่กำลังลด น้ำหนักเลยเชียว เพราะแอปเปิลเองก็เป็นผลไม้ที่มีแคลอรีต่ำ และอบเชยก็ช่วย ลดไขมัน เรียกว่าแท็คทีมกันลดน้ำหนักแบบคูณสองเลยเนอะ

4. บำรุงเท้าให้เนียนนุ่ม

          สารต้านอนุมูลอิสระในอบเชยจะช่วยทำให้ผิวที่หยาบและหนาใต้ฝ่าเท้าอ่อนนุ่มลง ได้ ด้วยสูตรจาก Elizabeth TenHouten ผู้เขียนหนังสือ Cooking Well: Beautiful Skin โดยผสมน้ำมะนาว 5 ผลกับน้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ นม 1/4 ถ้วย น้ำ 1/2 ถ้วย และผงอบเชย 2 ช้อนโต๊ะ แล้วแช่เท้าเป็นเวลา 15 นาที ทำบ่อย ๆ ก็จะช่วยทำให้ผิวหนังบริเวณเท้านุ่มขึ้นค่ะ

          เป็น ไงกันบ้างคะ กับสูตรเด็ดเคล็ดลับกับการบำรุงสุขภาพด้วยอบเชย เชื่อว่าหลายคนที่เคยมองข้ามอบเชยไปก็คงจะเริ่มสนใจกันขึ้นมาแล้วใช่ไหมล่ะ ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปลองใช้กันดู เผื่อจะได้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงยังไงล่ะจ๊ะ

ที่มาจาก : health.com

น้ำอัญชัน และสรรพคุณดอกอัญชัญ




ดอกอัญชัน ได้ชื่อว่าเป็นสมุนไพรบ้าน ที่คนนิยม เพราะมีประโยชน์ที่หลากหลาย
ในดอกอัญชัน มีสารแอนโธไซยานิน ซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดขนาดเล็ก
ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมและนัยน์ตามากขึ้น
สารแอนโธไซยานิน พบได้ในผลไม้และดอกไม้ที่มีสีน้ำเงิน  สีแดง หรือสีม่วง
มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ โดยที่พืชจะสร้างสารนี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันดอก
หรือผลตัวเองจากอันตรายของแสงแดดและโรคภัย
ดอกสกัดสีมาทำสีประกอบอาหารได้ ดอกมีคุณค่าทางสมุนไพรช่วยปลูกผม บำรุงตา
ลดอาการของโรคทางสายตา แก้ตาฟาง ตาแฉะ ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ
รากใช้ถูฟันแก้ปวดฟันได้

น้ำอัญชันเตยหอม

สรรพคุณ ต้านอนุมูลอิสระ บำรุงสายตา บำรุงหัวใจ
ส่วนผสม
ดอกอัญชัน 1 กำมือ
เตยหอม      1 ต้น(เล็ก)
วานิลลาไซรับ 2ช้อนโต๊ะ
น้ำผึ้ง           1ช้อนโต๊ะ
มะนาว
วิธีทำ
1. นำดอกอัญชัน และเตยหอมต้มรวมกันเคี่ยวให้เดือดจัดสักพัก ยกลง กรองเอาแต่น้ำ
2. ผสมวานิลาไซรับ 1-2ช้อนโต๊ะ (ปรุงหวานตามใจชอบ) และน้ำผึ้ง1 ช้อนโต๊ะ
บีบมะนาว 1ซีก ตามลงไป คนให้ส่วนผสมเข้ากัน
3. เติมน้ำแข็งลงในส่วนผสมจนเต็มแก้ว แล้วเทน้ำอัญชันเตยหอมลงบนน้ำแข็ง คนส่วนผสมให้เข้ากัน
ดื่มได้ทันที

ที่มา :  samunpai.com