แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดน้ำหนัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดน้ำหนัก แสดงบทความทั้งหมด

เผาผลาญแคลอรีอย่างไรดี


          มีคำถามมาเสมอๆ ว่าวิธีการใดเป็นการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและไขมันที่ดีที่สุด บางคนอาจจะบอกว่าออกกำลังกายไว้ก่อน ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าออกกำลังกายไม่ถูกต้อง หรือหักโหมจนมากเกินไปก็อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และไม่ได้ผลตามที่ต้องการอีกด้วยครับ

          จากการศึกษาพบว่า โปรแกรมการออกกำลังกายที่ดีและช่วยให้ได้ผลตามที่ต้องการนั้น จะต้องทำการบริหารร่างกายแบบยกเวจ สร้างกล้ามพื่อเนื้อเควบคู่กันไปกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิก แต่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าถ้าต้องการลดน้ำหนักหรือไขมันส่วนเกินออกไปจะต้องทำ แอโรบิกเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วการบริหารร่างกายแบบยกเวจ (weight training) ก็สำคัญและมีส่วนช่วยควบคุมน้ำหนักตัวได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีกล้ามเนื้อที่ได้สัดส่วนสวยงามแล้ว ยังมีส่วนช่วยเพิ่มมวลของกล้ามเนื้อ ซึ่งมีผลทำให้ร่างกายเพิ่มการเผาผลาญพลังงานหรือแคลอรีที่มากขึ้นตาม

           โดยถ้าเรามองเฉพาะแอโรบิกก็มีอยู่หลายวิธีที่สามารถออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญ ไขมันหรือแคลอรีส่วนเกินออกไปได้ เช่นเดียวกันเรามักจะได้ยินคนพูดถึงการเผาผลาญไขมันจะต้องใช้วิธีการออก กำลังกายแบบเบาๆ ไม่หนักมาก แต่ใช้เวลานานเพื่อผลในการเผาผลาญเปอร์เซนต์ของไขมันที่มากกว่า ความเชื่ออันนี้ถูกต้องเพียงครึ่งเดียว เพราะว่าถ้ามีการออกกำลังกายแบบเบาๆ ประมาณ 40–50% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด ซึ่งหาได้จาก 220- อายุ ร่างกายมีการเผาผลาญไขมันมากกว่าก็จริง แต่ถ้ามองถึงแคลอรีโดยรวมแล้วจะมีการเผาผลาญพลังงานน้อยกว่าการออกกำลังกาย ที่หนัก แถมยังเปลืองเวลากว่าด้วย

           เช่น การเดินเร็วๆ 50–60 นาที อาจมีการเผาผลาญแคลอรีประมาณ 250–300 แคลอรี (เปรียบเทียบจากคนที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 70 กิโลกรัม) จะเป็นการเผาผลาญแคลอรีจากไขมันประมาณ 120–180 แคลอรี หรือประมาณ 50-60% จากแคลอรีโดยรวม เมื่อเปรียบเทียบกับการออกกำลังกายที่มีความหนัก 65–80% maximum heart rate เช่น การวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 6–7 ไมล์ต่อชั่วโมงในระยะเวลาที่เท่ากันสามารถเผาผลาญแคลอรีได้ประมาณ 700–800 แคลอรี เมื่อคิดเป็นเปอร์เซนต์ของการเผาผลาญไขมันอาจอยู่ที่ 30–40% เท่านั้น แต่เมื่อดูถึงปริมาณของแคลอรีที่ใช้ไปจะเผาผลาญพลังงานได้ถึง 210–320 แคลอรี ถ้ามีการออกกำลังกายลักษณะนี้เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงก็สามารถเผาผลาญไขมันได้ ปริมาณใกล้เคียงกับการออกกำลังกายเบาๆ แต่ใช้ระยะเวลานานกว่า

          ดังนั้นถ้าร่างกายของเราฟิตและแข็งแรงดีสามารถออกกำลังกายได้เต็มที่ ก็ควรบริหารร่างกายแบบ aerobic exercise ที่มีความหนักมากๆ ได้เลย ซึ่งจะช่วยเผาผลาญไขมันและแคลอรีโดยรวมได้มากเช่นกัน นอกจากนี้การออกกำลังกายที่หนักยังมีผลทำให้ระบบการเผาผลาญของร่างกายทำงาน ต่อเนื่องไปประมาณ 24–48 ชั่วโมงหลังจากออกกำลังกายไปแล้ว ซึ่งการบริหารร่างกายแบบเบาๆ จะไม่เกิดผลเช่นนี้ ถ้าพิจารณาน้ำหนักของไขมันที่ต้องการกำจัดออกไป 1 กิโลกรัมจะต้องมีการเผาผลาญแคลอรีอย่างต่ำประมาณ 7,700 แคลอรี โดยการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ ดังนั้นการออกกำลังกายเพื่อช่วยเผาผลาญแคลอรีให้มากอาจจะขึ้นอยู่กับวิธีการ ออกกำลังกายแบบแอโรบิกชนิดต่างๆ ดังนี้

          สำหรับการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา (Interval Training) ส่วนใหญ่แล้วจะพบเห็นโปรแกรมลักษณะนี้ในเครื่องออกกำลังกายแบบ cardio ชนิดต่างๆ มีตั้งแต่โปรแกรม interval ธรรมดาไปจนถึงโปรแกรมที่มีลักษณะของความหนักเบาที่แตกต่างกันออกไป เช่น heart rate interval, trail blazer, alpine หรือแม้แต่โปรแกรม fat loss ก็เป็น interval training เช่นเดียวกัน โดยการออกกำลังกายที่มีความหนักสลับเบานี้มีผลทำให้ร่างกายตอบสนองต่อความ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เพิ่มอัตราการเผาผลาญได้มากขึ้นตาม

           Circuit Training: เป็นการออกกำลังกายแบบ weight training หรือ cardio machines เพียงอย่างเดียว หรือผสมผสานกันไประหว่างอุปกรณ์ทั้ง 2 แบบ ซึ่งการออกกำลังกายแบบนี้สามารถเผาผลาญได้ตั้งแต่ 10–12 แคลอรีต่อนาทีขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับความหนักของการออกกำลังกายด้วย) การเพิ่ม stations หรือสถานีเข้าไปยิ่งเพิ่มระยะเวลาทั้งหมดในการออกกำลังกาย จะสามารถเพิ่มแคลอรีได้มากขึ้นตาม และสามารถกำหนดให้มีได้ตั้งแต่ 4–12 สถานี ถ้าสถานีไม่มากสามารถทำซ้ำได้ 2–3 รอบ หรือถ้ามีจำนวนสถานีมากอาจทำแค่รอบเดียวก็ได้

            Body Attack: เป็นแอโรบิคคลาสที่เพิ่มความทนทานและความแข็งแรงให้กับทุกส่วนของร่างกาย ซึ่งโปรแกรมหลักของคลาสนี้ก็เป็นลักษณะของ interval training โดยช่วยเผาผลาญแคลอรีได้เป็นอย่างดี ในคลาสนี้เมื่อออกกำลังกายครบ 45 นาทีสามารถเผาผลาญได้ถึง 500–550 แคลอรี

            Body Pump: การออกกำลังกายลักษณะนี้นอกจากจะช่วยให้ร่างกายกระชับ เพิ่มความแข็งแรง และความทนทานกล้ามเนื้อให้ได้สัดส่วนที่สวยงามแล้ว เนื่องจากคลาสนี้เป็นการยกน้ำหนักในขณะออกกำลังกายแบบแอโรบิค จึงช่วยเผาผลาญแคลอรีได้เป็นอย่างดี

            RPM หรือ Spinning: เป็นแอโรบิคคลาสที่ใช้การปั่นจักรยาน สามารถเผาผลาญได้มากประมาณ 600–800 แคลอรี ในระยะเวลาประมาณ 45 นาที ถือว่าเป็นคลาสที่ช่วยในการลดไขมันได้เป็นอย่างดี

             การเผาผลาญแคลอรีไม่เพียงแต่เกิดจากการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ระหว่างที่คุณทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวันก็สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญได้เช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะเวลาของการทำกิจกรรมนั้น เช่น การล้างรถ ร่างกายจะเผาผลาญประมาณ 112–150 แคลอรี ภายใน 30 นาที ดังนั้นถ้าเราต้องการเพิ่มการเผาผลาญแคลอรีในแต่ละวันให้มากขึ้น ก็ควรเพิ่มหรือทำกิจกรรมในแต่ละวันให้มากขึ้น อย่านั่งเฉยๆ ดูทีวีเพียงอย่างเดียวนะครับ จะได้ช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรงปราศจากโรคภัยต่างๆ มาเบียดเบียนครับ

                ที่มา : เว็บไซต์โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โดย สมพัฒน์ จำรัสโรมรัน ที่ปรึกษาด้านการออกกำลังกาย

             ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

ท่าบริหารเพื่อลดสะโพก


สะโพกเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับผู้หญิง คนที่มีสะโพกสวยงามย่อมเป็นที่น่ามอง และเมื่อการใส่กระโปรงหรือกางเกงรัดรูปจะสามารถเห็นได้ชัดว่าสะโพกจะช่วยเสริมให้ผู้หญิงน่ามองมากยิ่งขึ้น แม้ว่าสะโพกจะไม่มีไขมันสะสมอยู่มากเท่าต้นขาแต่ไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ที่สะโพกนี้ จะเป็นปัญหาต่อมาภายหลังเพราะถ้าไม่ออกกำลังกายลดน้ำหนักในส่วนสะโพกนี้แล้วกล้ามเนื้อจะหย่อนยานและห้อยลงได้ง่ายๆ คนที่ต้องนั่งทำงานนานๆ นั้นต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะน้ำหนักของร่างกายจะลงมากองกันอยู่ที่สะโพก

ท่าที่ 1

นั่งลงบนพื้น และยกหัวเข่าขึ้น ใช้มือทั้งสองจับข้อเท้าไว้ให้แน่น จากนั้นให้โยกร่างกายท่อนบนไปข้างหน้า และข้างหลัง ทำเช่นนี้ 20-30 ครั้ง

ท่าที่ 2

นั่งลงบนพื้นพร้อมยกหัวเข่าขึ้น โดยไม่ใช้มือและขาทั้งสองค้ำยัน ให้แต่สะโพกเท่านั้นที่เคลื่อนย้าย จากนั้นให้พยายามยืดหัวเข่าให้ตรงให้ฝ่าเท้าทั้งสองทั้งสองข้างแนบติดพื้น แล้วค่อยเคลื่อนสะโพกอย่างช้าๆ เริ่มต้นด้วย 20 ครั้ง แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็น 50 ครั้ง

ท่าที่ 3

นั่งตัวตรง ขาไขว้กันใต้สะโพก ใช้กำลังส่วนสะโพกย้ายสะโพกไปด้านขวาแล้วกลับสู่ตำแหน่งเดิม แล้วย้ายไปทางด้านซ้าย ทำกลับไปมา

ท่าที่ 4

นอนหงายราบไปกับพื้น กางแขนทั้งสองออกเป็นเส้นตรง งอหัวเข่าจากนั้นพยายามให้ส้นเท้าใกล้กับสะโพก ทำค้างไว้และในขณะเดียวกันให้กลับขาทั้งสองมาทางด้านขวาแล้วกลับสู่ตำแหน่งเดิม ต่อจากนั้นให้กลับไปทางซ้ายทำติดต่อกัน 10-15 ครั้ง

ท่าที่ 5

ยืดหลังให้ตรง เหยียดแขนทั้งสองให้ตรงออกไปข้างหน้า ค่อยๆ คุกเข่าลงแล้วใช้ปลายเท้ายันน้ำหนักของร่างกายไว้จากนั้นหายใจลึกๆ เมื่อเสร็จแล้วให้กลับคืนไปสู่ท่าเดิม ข้อควรระวังต้องให้ร่างกายท่อนบนตรงอยู่เสมอ ทำเช่นนี้ 5-10 ครั้ง

ท่าที่ 6

คว่ำหน้าอยู่ในลักษณะเหมือนคลาน โดยมือและเท้าทั้งสองแตะพื้น ยืดขาด้านหนึ่งไปข้างหลัง จากนั้นนับ 1-5 แล้วค่อยๆ วางขาลงจนกว่าปลายเท้าจะแตะพื้น แล้วค่อยๆ ยกขึ้นให้อยู่ในตำแหน่งเดิม ทำกลับไปมาทั้งสองข้าง ข้างละ 5-10 ครั้ง

ท่าที่ 7

นอนตะแคง แล้วยกท่อนบนของร่างกายขึ้น ใช้มือทั้งสองยันร่างกายไว้ข้างหน้าแล้วยกขาที่อยู่ข้างบนขึ้น แล้ววนออกข้างนอก หลังจากที่กลับสู่ตำแหน่งเดิมแล้ว ให้วางลงข้างหลังอีกและหยุดอยู่ที่นั่น 3 วินาที แล้วทำกลับไปมาประมาณ 10 ครั้ง หลังจากนั้นให้เปลี่ยนทิศทางตรงกันข้ามแล้วทำเหมือนกัน และควรให้ปลายเท้ายืดตรงอยู่เสมอ

ท่าที่ 8

นอนคว่ำหน้า เอามือทั้งสองข้างไขว้กันไว้ใต้คางยกขาข้างใดข้างหนึ่งให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วหยุดไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วจึงค่อยๆ วางลง หลังจากนั้นทำซ้ำกัน 5-10 ครั้งแล้วเปลี่ยนมาทำแบบเดียวกันกับขาอีกข้างหนึ่ง

ท่าที่ 9

นอนหงาย ยกหัวเข่าขึ้น พยายามดึงส้นเท้าให้ใกล้กับส่วนสะโพกมือทั้งสองอยู่บริเวณข้างๆ ร่างกาย และสามารถให้ฝ่ามือแตะพื้นได้ ส่วนฝ่าเท้าก็แนบติดกับพื้น จากนั้นยกสะโพกขึ้นให้สูง แล้วหยุดไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วค่อยๆ วางสะโพกกลับสู่ท่าเดิม ทำกลับไปมา 5 ครั้ง

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับการออกกำลังกายลดน้ำหนักด้วยท่าบริหารลดสะโพก คงไม่ยากเกินไปที่เพื่อนๆ จะนำไปใช้กัน เคล็ดลับคือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ใช้เวลาไม่มาก เริ่มจากวันละท่า 2 ท่าไปก่อน รับรองได้เลยไว้สะโพกกระชับสวยแน่นอน

ที่มาจาก : thaifitandfirm.com

เมนูลดน้ำหนักยำมังคุดกุ้งย่าง


แค่ฟังชื่อก็อยากทานแล้วว่ารสชาติของยำมังคุดกุ้งย่างจะอร่อยขนาดไหน

เมื่อกุ้งย่างเนื้อนุ่มคลุกเคล้าน้ำยำสูตรเด็ด ผสมรวมกับรสชาติเปรี้ยวอมหวานของมังคุด เมนูลดน้ำหนักนี้จึงมีรสชาติที่ไม่ซ้ำใคร แถมเนื้อมังคุดนั้นยังมีฉายาว่า “ราชินีของผลไม้ไทย” ยังมีสรรพคุณช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญพลังงาน ช่วยย่อยอาหารและมีไฟเบอร์สูง

เรียกได้ว่าทั้งช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มวิตามิน (จากผลไม้) ให้ร่างกายไปในตัว

ส่วนผสม (สำหรับ 2-3 ที่)

กุ้งทะเลขนาดใหญ่แกะเปลือก ผ่าหลังชัดเส้นดำออก
5-7      ตัว

เนื้อมังคุด
1          ถ้วย

หอมเล็กซอยบาง
2         ช้อนโต๊ะ

กระเทียมซอยบาง
1         ช้อนโต๊ะ

ขมิ้นขาวซอยบาง
2         ช้อนโต๊ะ

ตะไคร้ซอยบาง
2         ช้อนโต๊ะ

พริกขี้หนูซอยละเอียด
1         ช้อนโต๊ะ

ใบมะกรูดซอยเส้นบาง
3         ใบ

เกลือป่นและพริกไทยป่นอย่างละ
¼       ช้อนชา

น้ำมันมะกอกสำหรับเคล้ากุ้ง
1         ช้อนโต๊ะ

ใบสะระแหน่สำหรับตกแต่งน้ำยำ
ทำจากน้ำมะนาว น้ำปลา และน้ำตาลทรายแดง อย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน

วิธีทำ

1. โรยเกลือป่น พริกไทย และเคล้าน้ำมันมะกอกให้ทั่วตัวกุ้ง จากนั้นนำไปย่างด้วยไฟกลางจนสุกทั่ว ตักใส่จานเสิร์ฟ พักไว้
2. ใส่มังคุดลงในชามผสม ตามด้วยหอมเล็ก กระเทียม พริกขี้หนู ขมิ้นขาว ตะไคร้ และใบมะกรูด (ไม่ต้องใส่หมด เหลือไว้โรยหน้าเล็กน้อย) ราดน้ำยำให้ทั่ว คนให้เข้ากัน
3. ตักราดบนกุ้งที่เตรียมไว้ (ในข้อ 1) โรยใบมะกรูด ตกแต่งด้วยใบสะระแหน่ให้สวยงาม

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับเมนูลดน้ำหนักนี้ ทำไม่ยากเลยใช่ไม๊ล่ะ เพื่อนๆ ลองไปทำทานกันดูนะครับ จะได้ไม่เบื่อกับเมนูลดน้ำหนักที่ซ้ำซากจำเจกันจนเกินไป

ที่มา 50 เมนูกินให้สวย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อมรินทร์ CUISINE, 2555.
รูปภาพจาก chomthailand.com