การปฏิบัติตัวระหว่างตั้งครรภ์


          การปฏิบัติตัวช่วงระหว่างการตั้งครรภ์เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความสมบูรณ์ของ เจ้าตัวน้อยในครรภ์กัน โดยเฉพาะสมองนั้นจะเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญ เนื่องจากมีการเจริญเติบโตตลอดเวลาในช่วงการตั้งครรภ์

          หากมีความผิดปรกติเกิดขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ ตัวอ่อนอาจจะยังไม่สามารถฝังตัวในมดลูกได้ และอาจมีการแท้งเกิดขึ้นได้

          เราจะเห็นได้ว่าในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์มีความสำคัญมากต่อการพัฒนาอวัยวะที่สำคัญ โดยเฉพาะสมองมีการเจริญเติบโตทั้งขนาด รูปร่าง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพื่อการทำงานอย่างเหมาะสม รวมทั้งมีการเชื่อมต่อของการทำงานของสมองอย่างต่อเนื่องตลอดการตั้งครรภ์

          ดังนั้น หากตัวอ่อนที่กำลังเจริญเติบโตอยู่ถูกขัดขวาง ไม่ว่าจะเกิดจากปัจจัยภายใน เช่น สารพันธุกรรมที่ผิดปรกติ หรือปัจจัยภายนอก อาทิ การติดเชื้อหัด หัดเยอรมัน เริม เอดส์, การได้รับยาหรือสารพิษบางอย่าง เช่น ยากันชัก หรือยาฆ่าเชื้อบางชนิด, บุหรี่, แอลกอฮอล์, สารเสพติดต่างๆ เช่น ยาบ้า, สารเคมี, โลหะหนัก เช่น สารตะกั่ว สารปรอท สารหนู เป็นต้น อาจทำให้มีความผิดปรกติเกิดขึ้นได้

          เมื่อเราทราบเบื้องต้นแล้วว่าช่วงเวลาต่างๆมีผลต่อการพัฒนาและเจริญเติบโตของอวัยวะที่สำคัญของเจ้าตัวน้อย           

ดังนั้นวิธีการง่ายๆที่จะดูแลเจ้าตัวน้อยตั้งแต่อยู่ในครรภ์ก็คือ การดูแลและการป้องกันอย่างเหมาะสม เริ่มฝากครรภ์ตั้งแต่ทราบว่าตั้งครรภ์ รับวัคซีนตามตารางเวลาที่เหมาะสม เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ดังกล่าว และหากไม่สบายแนะนำให้มาตรวจกับแพทย์ หลีกเลี่ยงการซื้อยารับประทานเอง

          ที่มา : โลกวันนี้วันสุข โดย พญ.ศิโรรัตน์ สุวรรณโชติ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (ร.พ.เด็ก)
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

ตรวจหา มะเร็งปอด จากลมหายใจ


          หมอสามารถจะวินิจฉัยโรคมะเร็งปอด ชั่วจากการวัดอุณหภูมิของลมหายใจออก
          คณะนักวิจัยได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมคองเกรส แพทย์โรคระบบทางเดินหายใจระหว่างประเทศว่า ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์อุณหภูมิลมหายใจออกของคนไข้ซึ่งถูกตรวจวินิจฉัยอย่าง เต็มรูปแล้ว จำนวน 82 ราย พบว่าคนไข้ 42 ราย ซึ่งเป็นมะเร็งปอดในจำนวนนี้มีลมหายใจออกที่มีอุณหภูมิสูงกว่าคนที่ไม่ได้เป็น

          นอกจากนี้พวก เขายังพบว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ยังขึ้นอยู่กับความนานของการสูบบุหรี่ และอาการของโรคที่แพร่ออกไปมากแล้วของบุคคลผู้นั้นอีกด้วย หมอเกียว–แวนนา เอลิเวียนา คาร์ปากนาโน หัวหน้านักวิจัย มหาวิทยาลัยฟ็อกเกีย ประเทศอิตาลี กล่าวว่า “ผลการค้นพบของเราส่อว่า มะเร็งปอดเป็นสาเหตุให้อุณหภูมิของลมหายใจออกสูงขึ้น หากว่าต่อไปเราสามารถปรับแต่งวิธีการนี้ให้ละเอียดดีขึ้น จะสามารถใช้เป็นการทดสอบแบบง่าย และค่าใช้จ่ายถูกมาใช้ได้”

          ที่มา : เว็บไซด์ไทยรัฐออนไลน์
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

ส้มตำ กินอย่างไรให้ แซ่บและได้ประโยชน์

        “ส้มตำ ยังเป็นอาหารรสชาติจัดจ้าน ยอดนิยมของคนไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันไม่เสื่อมคลาย หาใช่เพียงรสชาติที่แซ่บ ถึงอกถึงใจเท่านั้น ส้มตำถือเป็นอาหารเพื่อสุขภาพเมนูหนึ่งที่มีไขมันและให้พลังงานต่ำ แต่มีใยอาหารและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง หากแต่ต้องปรุงรสชาติให้พอเหมาะพอควร”

            อ. แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการบำบัดและผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ บอกเล่าอย่างน่าสนใจ

ส้มตำ โภชนาการรสแซ่บ
          ” อ. แววตา อธิบายเพิ่มเติมว่า ส้มตำ หนึ่งจานมีส่วนผสมของผัก สมุนไพร ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น มะละกอ กระเทียม มะเขือเทศ พริกขี้หนู ถั่วฝักยาว ฯลฯ ซึ่งมีสรรพคุณทางยา ที่ช่วยสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และชะลอวัยด้วย แม้ว่าส้มตำจะมีรสชาติ เปรี้ยว หวาน และเค็ม อร่อยถูกปากคนไทย แต่การบริโภคส้มตำเพียงอย่างเดียว ทำให้ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน จึงต้องกินอาหารอื่นๆ ควบคู่ไปด้วยคือ ข้าวเหนียว ขนมจีน ไก่ย่าง หมูย่าง หรือลาบต่างๆ ซึ่งมีสารอาหารครบถ้วน ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน
          ส้มตำเป็นอาหารสด ไม่ผ่านความร้อน (Low Food) เรื่อง ความสะอาดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง หากไม่สะอาด มีการปนเปื้อน อาจทำให้ท้องเสียได้ ส่วนเครื่องปรุงต่างๆ ต้องสังเกตเชื้อราที่อาจปะปนอย่าง ‘อะฟลาทอกซิน’ ซึ่งมักจะมีอยู่ ในถั่วลิสง กุ้งแห้ง กระเทียม ซึ่งเชื้อชนิดนี้เป็นโทษร้ายแรงต่อตับ การเลือกรับประทานควรสังเกตความสะอาดด้านสุขาภิบาลของร้านค้าด้วย ส่วนปลาร้าเป็นอาหารที่มีแคลเซียมสูง  แต่หลายคนมักสงสัยว่า จะกินปลาร้าสุกหรือดิบดี ถ้าหากเลือกได้ไม่ว่าจะเป็นปลาร้า หรือปูเค็ม ควรจะกินแบบสุกดีกว่า และควรสังเกตความสะอาดของปูและภาชนะที่บรรจุด้วย

ส้มตำกินบ่อยๆ ดีหรือไม่

          แน่นอนว่า ส้มตำไม่ใช่อาหารที่ดีที่สุดในโลก ดังนั้น ไม่ควรรับประทานบ่อยมากจนเกินไป ควรสลับสับเปลี่ยนกับอาหารประเภทอื่นๆ บ้าง ควรกินประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือหากส้มตำมีส่วนผสมของปูดองเค็ม หรือปลาร้า ก็กินได้อาทิตย์ละครั้ง ถ้ามากกว่านั้น ควรเป็นแบบสุกจะดีกว่า

          สำหรับผู้ที่มีโรคประจำ ตัวอย่าง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคไต อ. แววตา แนะนำว่า สามารถกินได้ แต่ไม่ควรบ่อยนัก เนื่องจากส้มตำมีโซเดียมสูง หรือกินได้โดยไม่ปรุงรสด้วยน้ำตาล หรือใส่ในปริมาณน้อย และไม่ควรปรุงรสให้เค็ม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ห้ามใส่ผงชูรส เพราะเป็นเครื่องปรุงที่มีโซเดียมสูงมากนั่นเอง

          นอกจากนี้ อ. แววตา ยังแนะนำอีกว่า ก่อน กินส้มตำทุกครั้ง ไม่ควรปล่อยให้ท้องว่าง ควรกินข้าวเหนียว ไก่ย่าง หรืออาหารอื่นๆ รองท้อง ก่อนกินส้มตำทุกครั้งเนื่องจาก มะละกอจะมียาง ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำให้เนื้อสัตว์เปื่อยนุ่มได้ หากกินขณะท้องว่างจะทำให้ปวดท้อง เนื่องจากยางมะละกอส่งผลต่อกระบวนการย่อยกัดเยื่อบุกระเพาะอาหารได้ และอีกหนึ่งข้อแนะนำสำคัญคือ ควรสอนเด็กๆ หากกินส้มตำ ควรเคี้ยวให้ละเอียดเพื่อให้ย่อยอาหารง่ายขึ้น เพราะมะละกอค่อนข้างย่อยยาก


ส้มตำถาด เมนูสุดฮิต’      
          “สำหรับส้มตำถาด ซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ในขณะนี้ นับว่าเป็นเมนูที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะนอกจากส้มตำแล้ว ยังมีส่วนประกอบที่เป็นเครื่องเคียงทำให้ได้สารอาหารครบถ้วน ทั้งคาร์โบไฮเดรตจาก ขนมจีนหรือเส้นหมี่ โปรตีนจาก ไข่ต้ม หมูหรือปลาทอดกรอบ วิตามินและเกลือแร่จาก ผักสดอย่าง ถั่วงอก ผักบุ้ง หรือผักต้มชนิดต่างๆ หากมีกระบวนการทำที่สะอาดและสุขาภิบาลที่ดี ก็ไม่เป็นอันตราย” อ. แววตา ชี้แจง

          อ. แววตา บอกเพิ่มเติมว่า สำหรับ ถาดที่มีสีสัน ลวดลายต่างๆ แน่นอนว่าเป็นอันตราย เนื่องจากมีส่วนประกอบของสารตะกั่ว แคดเมียม ที่เป็นโลหะหนัก เมื่อโดนกรดรสเปรี้ยวจาก มะนาว ส้ม มะขาม ที่มีอยู่ในส้มตำ จะกัดกร่อนถาดทำให้เกิดสนิม และเจือปนในอาหาร เมื่อเกิดการสะสมในระยะยาว จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ส่งผลต่อตับ และไต

          เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการใหม่ บางร้านค้าที่มีถาดเหล่านี้จำนวนมาก อาจเปลี่ยนเป็นใช้จานเซรามิก วางลงบนถาดอีกที หรือทางที่ดีจะเปลี่ยนเป็นถาดสแตนเลส จานกระเบื้อง หรือแก้ว ก็ได้ เพราะไม่เป็นอันตรายเหมือนถาดอะลูมิเนียม

          หากเราหันมาใส่ใจการกินเพิ่มขึ้นสักนิด เพียงแค่นี้ ก็สามารถกินส้มตำ ให้แซ่บและได้ประโยชน์ไปพร้อมกัน


          เรื่องโดย พิมพ์ชนก ศรเพชร Team Content www.thaihealth.or.th

ข้าวก่ำพะเยา มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง


          แพทย์ มช. คิดค้นงานวิจัยเบื้องต้นของข้าวก่ำ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ข้าวก่ำน่าน พะเยา และดอยสะเก็ด เพื่อประเมินฤทธิ์ความเป็นพิษในสารสกัดจากข้าวก่ำ รวมทั้งศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดข้าวก่ำเมื่อใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด ป้องกันและรักษาโรคมะเร็งในอนาคต

          รศ.ดร.พญ.รัตนา บรรเจิดพงศ์ชัย อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการรายงานถึง สารสกัดจากข้าวก่ำมีฤทธิ์ในการช่วยการทำหน้าที่ของไต ภาวะซีด เบาหวาน หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินของโลหิต ช่วยในเรื่องที่เกี่ยวกับสายตา หรือทางแพทย์แผนจีน แต่ผลของข้าวก่ำในเรื่องของโรคมะเร็ง ยังไม่มีใครศึกษา จึงได้รวมกลุ่มกันในภาควิชาโดย ผศ.ดร.ธีระ ชีโวนรินทร์ เป็นหัวหน้ากลุ่มในงานวิจัย และได้รับทุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ในการทำงานวิจัยชิ้นนี้

          เริ่มจากการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดข้าวก่ำ (ข้าวเหนียวดำ) โดยใช้สารสกัด 2 อย่าง คือเมธานอลกับไดคลอโรมีเทน ของข้าวก่ำ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวก่ำน่าน พะเยา และดอยสะเก็ด โดยใช้ข้าวขาว กข 6 เป็นกลุ่มควบคุมทำการทดสอบเปรียบเทียบและดูฤทธิ์ของการต้านมะเร็ง

          โดยที่ศึกษาในเซลล์มะเร็งตับ และเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากของมนุษย์ ซึ่งเป็นการทดสอบในหลอดทดลอง เทียบกับเซลล์ปกติคือเซลล์สร้างเส้นใยที่มาจากในหนู ทำการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดว่าเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งหรือไม่ ในแง่ของการต้านหรือฆ่าเซลล์มะเร็ง จึงเป็นที่มาของการศึกษาการใช้ต้นแบบเซลล์มะเร็ง 2 ชนิด

          โดยใช้สารสกัด 2 อย่าง ได้แก่ เมธานอลกับไดคลอโรมีเทน และเมื่อเทียบกับเซลล์ปกติ ผลปรากฏว่าสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ แต่ไม่มีฤทธิ์ทำลายหรือฆ่าเซลล์ปกติ สารสกัดออกฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ แต่มีผลกับเซลล์มะเร็งตับมากกว่าเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก และสารสกัดเมธานอลของข้าวก่ำพะเยามีฤทธิ์สูงสุด และเมื่อความเข้มข้นของสารสกัดเมธานอลข้าวก่ำพะเยาเพิ่มขึ้น เซลล์มะเร็งตับก็ตายเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นจึงศึกษาต่อในเซลล์มะเร็งของตับมนุษย์ โดยปกติการรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่มีการกระจายมักจะใช้ยาเคมีบำบัด ซึ่งพบว่ามีผลข้างเคียงมาก อาทิ ผมร่วง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด


          ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

ผักบุ้งไทย ยอดสรรพคุณทางยา


          สรรพคุณทางยามากกว่าผักบุ้งจีน แต่จะมีแคลเซียมและเบต้าแคโรทีน น้อยกว่าผักบุ้งจีน หากรับประทานสด ๆ ได้ จะทำให้คุณค่าของวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้ไม่เสียไปกับความร้อน
          ผักบุ้ง สรรพคุณ มีมากมาย โดยในผักบุ้ง 100 กรัม จะให้พลังงาน 22 กิโลแคลอรี และประกอบด้วยเส้นใย วิตามิน และแร่ธาตุอื่น ๆ อีก เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ผักบุ้งไทยนั้นจะมีวิตามินซีสูง และสรรพคุณทางยามากกว่าผักบุ้งจีน แต่จะมีแคลเซียมและเบต้าแคโรทีน น้อยกว่าผักบุ้งจีน หากรับประทานสด ๆได้ จะทำให้คุณค่าของวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้ไม่เสียไปกับความร้อน ประโยชน์ของผักบุ้งช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส มีน้ำมีนวล ช่วยชะลอวัยความแก่ชรา และการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ช่วยบำรุงสายตา รักษาอาการตาต้อ ตาฝ้าฟาง ตาแดง สายตาสั้น อาการคันนัยน์ตาบ่อย ๆ เป็นต้น


          ที่มา : เว็บไซด์เดลินิวส์ออนไลน์
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

5 คาถาเท่าทันสื่อ


          คุณรู้ไหมว่าการใช้ชีวิตประจำวันนั้น "ถูกครอบงำด้วยสื่อ" ไม่ว่าวันนี้จะไปไหน จะดูหนังเรื่องอะไร จะไปกินอะไร ก็ต้องดูสื่อ หรือแม้แต่ของที่เราเลือกซื้อ เพลงที่เราชอบฟัง ก็เพราะดูและฟังบ่อยๆจากสื่อ ใครหลายๆคนจะรู้สึกว่าตัวเองดูดีหรือไม่ก็เทียบกับภาพในสื่ออีกนั่นแหละแล้ว เราจะเท่าทันสื่อได้อย่างไรกันละ ไปดูคาถา 5 ข้อนี้

           1. สื่อนี้ใครเป็นเจ้าของสื่อสื่อทั้งหลายล้วนแต่ถูกสร้างขึ้นโดยมีเจ้าของ มีเป้าหมายการสื่อสารที่ชัดเจนโดย ใช้เทคนิคกลวิธีบางอย่าง เช่น มุมกล้อง สี เสียง หรือการตัดต่อในการนำเสนอเนื้อหาสาร

           2. สื่อนี้มีรูปแบบการนำเสนออย่างไร ลักษณะการนำเสนอมีผลต่อการสร้างความรับรู้และสร้างความเป็นจริง เช่นถูกนำเสนอในรูปแบบของการเล่าข่าว การสัมภาษณ์ยืนยันการใช้จริง ใช้การ์ตูน เพื่อเลือกการนำเสนอให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย

           3. สื่อนี้ต้องการสื่อสารกับใคร หลากหลายรูปแบบการนำเสนอแตกต่างกันไปตามกลุ่มเป้าหมายเช่น เด็กจะใช้สื่อการ์ตูนหรือเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกัน เพื่อสร้างความเป็นกันเองในการโน้มน้าวความสนใจ วัยรุ่นจะใช้ภาพเคลื่อนไหวและเพลงสนุกสนาน ใช้สีสันสดใส เป็นต้น

           4. สื่อต้องการทำให้รับรู้และรู้สึกอย่างไร มีอะไรไม่ถูกนำเสนอบ้าง บางสื่อพยายามนำเสนอข้อมูลด้านเดียวเช่นโฆษณาการทำศัลยกรรม นำเสนอคุณค่าความสำคัญของการสวยหล่อ โดยไม่นำเสนอคุณค่าด้านอื่นของความเป็นคนที่ไม่ต้องสวย หล่อก็มีคุณค่าและทำประโยชน์ ทำงานในสังคมได้

           5. สื่อหวังผลทำให้เราเชื่อหรือทำอะไร การทำสื่อทุกอย่างหวังผลเสมอ เช่น นักการตลาดทำเพื่อหวังผลกำไร นักการเมืองหวังคะแนนนิยม หรือเพื่อประชาสัมพันธ์


            ที่มา : สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน
            ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

โรคซึมเศร้า


          ปัจจุบันการรักษาโรคซึมเศร้าได้ผลดีมาก โดยการใช้ ยาต้านอารมณ์เศร้า(Antidepressants) ซึ่งมีหลายชนิด เราพบว่าผู้ป่วยแต่ละรายมักได้ผลยาแต่ละชนิดแตกต่างกัน ซึ่งแพทย์จะเริ่มต้นให้ยาในขนาดน้อยๆ แล้วพิจารณาปรับเพิ่มขนาดยาจนถึงระดับที่ออกฤทธิ์ได้ผล ซึ่งมักใช้ระยะเวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ หากไม่ได้ผลแพทย์จะพิจารณาเปลี่ยนยา เพราะฉะนั้นผู้ป่วยควรรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

          นอกจากการกินยาแล้ว จิตแพทย์จะให้การบำบัดด้วยการ "ปรับความคิดเปลี่ยนพฤติกรรม" (CognitiveBehavioral Therapy) เพื่อให้ผู้ป่วยมีมุมมองทางบวกต่อตนเองและโลกภายนอก เห็นทางออกของปัญหา และตระหนักถึงศักยภาพของตนเองในการเผชิญเรื่องท้าทายของชีวิต รวมทั้งการปรับเปลี่ยน รูปแบบในการดำเนินชีวิต (Life style) เพื่อสร้างความรื่นร มย์และความเบิกบานให้แก่ชีวิต

          ในกรณีที่อารมณ์เศร้าเป็นรุนแรงมาก (เช่น มีความเสี่ยงสูงที่จะทำร้ายตนเอง) หรือมีอาการโรคจิตร่วมด้วย (เช่น ระแวง หูแว่ว ประสาทหลอน) จิตแพทย์จะรับไว้รักษาตัวในโรงพยาบาล โดยมีญาติดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

          กรณีที่กินยาจนอาการเศร้าดีขึ้นแล้ว ไม่ควรหยุดยาเอง เพราะอาจทำให้อาการเศร้ากำเริบได้ แพทย์จะพิจารณาให้ ผู้ป่วยกินยา (ในขนาดต่ำที่สุด) อย่างต่อเนื่องเป็นปีจนสามารถหยุดยาได้ในที่สุด

          ความช่วยเหลือจากญาติ
          - รับฟัง เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยระบายความทุกข์ใจ เข้าใจและยอมรับโดยไม่มีการตอกย้ำซ้ำเติม
          - ชักจูงให้ผู้ป่วยร่วมกิจกรรมที่สนุกสนานหรือท่องเที่ยวสถานที่ธรรมชาติ
          - ดูแลให้ผู้ป่วยกินยาตามเวลาอย่างสม่ำเสมอ
          - รายงานแพทย์ทันที หากพบว่า ผู้ป่วยมีความคิดอยากทำร้ายตนเอง


          ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง โดย นพ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต